ะเปร่าไม่เลวเลย
“นี่คือรูปเหมือนของอาจารย์ทวด คุกเข่าเถอะ จุดธูปคุกเข่าเสีย” เซี่ยเฉียวเอ่ย
เมิ่งจี๋ฟังชะงักไปเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้ถามอะไรมาก เพราะถึงอย่างไรการจุดธูปให้อาจารย์ทวดก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ควรที่จะถือสาหาความ เขาจึงคุกเข่าลงทันทีและปฏิบัติตามธรรมเนียมมารยาทแต่โดยดี
“ตอนนี้ได้เวลายกน้ำชาแล้ว” เซี่ยเฉียวเอ่ย
ชาสองถ้วย
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่า ถ้วยหนึ่งเป็นของโม่หลิงจื่อ และอีกถ้วยเป็นของเซี่ยเฉียว
เซี่ยเฉียวเป็นลูกศิษย์ของโม่หลิงจื่อ เขารู้เรื่องนี้ดี ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจและคิดว่าถึงอย่างไรตนเองก็เข้าสำนักช้ากว่านาง หากนับไปแล้วก็เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักเดียวกัน การยกน้ำชาคารวะนางก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว
เขาปฏิบัติแต่โดยดีอีกครั้ง
เมิ่งจี๋ฟังไม่ได้พูดอะไรมาก แต่ความคิดที่ขัดแย้งของเขาทำให้เขาไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากเรียกเซี่ยเฉียวว่า ‘ศิษย์พี่’
“แล้ว…อาจารย์ของข้าล่ะ? ข้ายังต้องยกชาให้อาจารย์อีกใช่หรือไม่” เมิ่งจี๋ฟังถาม
เซี่ยเฉียวกระแอมออกมาหนึ่งที “ก็ข้านี่แหละ”
“!!!” เมิ่งจี๋ฟังตกตะลึงไปทันที “หมายความว่าอย่างไร ข้ากราบโม่ชูเซิงเป็นอาจารย์นะ ไม่ได้กราบเจ้า? เจ้าเป็นรุ่นหลัง มันไม่มีทางเป็นไปได้สิ!”
“อาจารย์ก็คือโม่ชูเซิง” เซี่ยเฉียวพูดด้วยใบหน้าเรียบเฉย “นี่คือโม่หลิงจื่ออาจารย์ปู่ของเจ้า ปกติแล้วสำนักของเขาเป็นการถ่ายทอดแบบสายตรง ศิษย์แต่ในนามจะได้รับการสั่งส