ามองกิเลสทางโลกออกอย่างปรุโปร่งโดยไม่รู้สาเหตุ…
จิตใจเซียวอวี้หรงมีแต่ความว่างเปล่าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ในขณะที่ซังโหยวนั้นรู้สึกอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง…
เขาเห็นนางแค่แวบเดียวในวันที่รัชทายาทแต่งงานและก็ไม่กล้าที่จะมองนางนานๆ แต่ตอนนี้…
ศิษย์พี่ใหญ่อยู่ตรงหน้าเขานี่เอง
และนางก็เป็นอย่างที่อาจารย์เคยกล่าวไว้ว่า งดงามควรเมืองราวกับทิวทัศน์ชวนฝันที่ไม่มีอยู่จริง
ชั่วพริบตานั้นเขาก็รู้สึกว่าแสงอาทิตย์จางหายไป เสียงนกร้องเงียบงัน ข้างในใจเหมือนมีฝุ่นผงปลิวว่อน และดูมีสีสันพร่างพราว เมื่อนางเหลือบมองมา ในอกเขาเหมือนมีสัตว์ร้ายที่มีดวงตาสีทองเปล่งประกายดุดัน กรงเล็บแหลมคมกีบเท้างามตะกุยตะกายและร้องเรียกตึงตังอยู่ข้างในไม่หยุด
เขาจ้องมองนางไม่วางตา
จ้องจนหน้าเขาแดงไปหมด
แม้แต่เจียงจิ้นลู่เองก็ตื่นตะลึงไปเหมือนกัน
“จะมองอะไรกันนักหนา!” เซี่ยผิงกั่งสัมผัสได้ถึงสายตาของซังโหยว เขาจึงแค่นเสียงออกมาเล็กน้อย “เจ้ามีน้องสาวหรือไม่ หากข้ามองนางแบบนี้บ้าง เจ้าจะพอใจหรือ”
จ้าวเสวียนจิ่งพยักหน้าอย่างเงียบๆ
เซี่ยผิงกั่งพูดถูก
ซังโหยวค่อยๆ ได้สติ “อะไรนะ”
“……” จ้าวเสวียนจิ่งหัวเราะอย่างเย็นชาออกมา หากไม่ใช่เพราะเขารู้ว่าซังโหยวเป็นพวกชอบอะไรสวยๆ งามๆ และไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดีแล้วล่ะก็ เขาคงอดที่จะลากตัวซังโหยวออกไปควักลูกตาไม่ได้
พอเซี่ยผิงกั่งเห็นหน้าตาซื่อบื้อของอาจารย์พวกนี้แล้ว เขาก็คลายโทสะลงไปบ้าง
“