่งป้ายวิญญาณกลับไป ดีหรือไม่” เซี่ยเฉียวเอ่ยถาม
ไช่เอ้อเหนียงส่ายหน้า
“ตอนนั้นพวกเขายังจำข้าไม่ได้ ตอนข้าตายไปพวกเขาจะสนใจป้ายวิญญาณได้อย่างไร” อันที่จริงนางเข้าใจดี
นอกจากนี้ ลูกๆ ของนางก็แก่ชราแล้ว พวกเขาคงจะลืมนางหมดสิ้นไปนานแล้ว
หลังจากเป็นวิญญาณมาหลายปี อันที่จริงนางเองก็คิดอะไรได้หลายอย่าง
เมื่อนางมองย้อนกลับไปในชีวิตของตนเอง นางก็พอจะเข้าใจได้ว่า ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่นางโง่เกินไป
“เมิ่งจี๋ฟัง คุกเข่า!” จู่ๆ เซี่ยเฉียวก็ตะคอกใส่เมิ่งจี๋ฟัง
เปลือกตาของเมิ่งจี๋ฟังกระตุก แข้งขาเขาอ่อนลง แต่เขาก็ยังกัดฟันถาม “มีสิทธิ์อะไร…”
เขาเป็นถึงคุณชายเมิ่ง ทำไมจะต้องคุกเข่าง่ายๆ อย่างนี้…และมันยังเป็นคำสั่งของนักพรตอย่างโม่ชูเซิงด้วย…
เซี่ยเฉียวมองเขาอย่างเย็นชา จ้าวเสวียนจิ่งเตะเขาโดยไม่พูดอะไรสักคำ พริบตานั้นเข่าของเขาก็งอพับลง แล้วตัวเขาก็ล้มกระแทกลงกับพื้นทันที
“เจ้ามายืมบ้านคนอื่นอาศัยค้างคืน แล้วยังไปเหยียบป้ายวิญญาณของเขาอีก จะต้องขอบคุณและขอโทษเขาด้วย” เซี่ยเฉียวเอ่ยเหตุผล
วิญญาณตกตะลึงไปเล็กน้อย
“ไม่ต้องหรอก…” ไหนเลยจะต้องขอโทษนาง…
แม้ว่านางจะพูดออกมาอย่างนั้นก็จริง แต่เมื่อเห็นว่าเขาคุกเข่าให้ นางก็รู้สึกมีความสุขเล็กน้อย
สีหน้าของเมิ่งจี๋ฟังดูไม่จืด แต่ด้วยอำนาจของรัชทายาทเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องก้มศีรษะให้นาง “ข้าขอโทษท่าน และขอบคุณที่ให้ที่พักพิง ข้าจึงไม่ต้องนอนในป่าวั