งเหมือนกับการเติมน้ำมันลงในกองไฟให้มันเผาไหม้ชีวิตของตัวเอง
เซี่ยเฉียวเองก็ไม่ได้บอกว่า คนผู้นี้จะมีชีวิตอยู่ไปได้อีกนานเท่าไร
หากนางพูดมากไปก็จะเป็นการเผยความลับสวรรค์ซึ่งไม่เป็นการดี อีกอย่างนางเองก็ยังไม่ได้รับค่าทำนายมาด้วย
แต่หากเขาอยากจะอยู่ไปนานจนถึงอายุหกสิบปีขึ้นไปคงจะเป็นไปไม่ได้
“ข้าเห็นว่าเมื่อครู่นี้ แม้เขาจะดูบ้าบิ่นไปบ้าง แต่ต่อมาเขาก็ทำตัวเรียบร้อยดีนี่?” เซียวอวี้หรงมองจากมุมของผู้อาวุโส
เหมือนผู้ใหญ่มองดูเด็ก เขายังมองเมิ่งจี๋ฟังในแง่ดีอยู่บ้าง นอกเสียจากว่าคนผู้นี้จะทำอะไรเกินเลยไป
“พูดอย่างนี้ก็แล้วกัน ตอนที่เมิ่งจี๋ฟังผู้นี้ยังอยู่ในสำนักศึกษา เขายังไม่ได้มีพฤติกรรมฆ่าคนวางเพลิงอะไรก็จริง แต่จะต้องเคยกดขี่รังแกศิษย์จากครอบครัวยากจนแน่” เซี่ยเฉียวเอ่ยอีก
เซียวอวี้หรงได้ยินเช่นนั้นก็นิ่วหน้าดังคาด
การใช้อำนาจรังแกเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจจริงๆ
ตอนที่เซี่ยเฉียวยังเรียนอยู่ที่สำนักศึกษา นางก็เคยได้ยินเกี่ยวกับลักษณะนิสัยของเมิ่งจี๋ฟังมาบ้าง
เขาไปไหนมาไหน คนอื่นก็ต้องก้มหัวให้ด้วยความเคารพ ตัวเองเป็นหัวหน้าเป็นพี่ใหญ่ ส่วนคนอื่นๆ ก็มดปลวกในสายตาเขา
ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีความเห็นอกเห็นใจ เพียงแต่มันมีน้อยเท่านั้น
ถ้าหากจะบอกว่าเขาเป็นคนเลว เขาก็คงคิดว่าตนเองถูกปรักปรำใส่ร้าย เขาก็แค่ได้รับการสั่งสอนจากบิดามารดามาเช่นนี้ ตนเองก็เติบโตมาเช่นนั้น มีคนอื่นคอยโอบอุ้มประคับประคอ