งไม่ได้ศึกษามันอย่างละเอียด แม้ในใจจะเกิดความสงสัยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
เวลานั้นติงเม่าเองก็รู้สึกตกใจ
โจวซือจินก็หันไปมองเซี่ยเฉียวด้วยความไม่อยากจะเชื่อ “ท่าน ท่านเป็นศิษย์ก้นกุฏิของอาจารย์หลีผู้เฒ่า?”
อวี๋เซียนจะไปรู้จักกับศิษย์ของอาจารย์หลีผู้เฒ่าได้อย่างไรเล่า!
สถานะเช่นนี้……
ถ้าหากอวี๋เซียนไปขอให้ปรมาจารย์ผู้นี้ช่วย และอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างรัชทายาทกับศิษย์พี่ใหญ่ผู้นี้ แล้ว…สัญญางานแต่งของนางนั้นก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรเลยนี่!
ไม่ว่าคนทางตงอันจะอาละวาดขนาดไหน แต่ใครจะกล้าล่วงเกินรัชทายาทเล่า!
โจวซือจืนหน้าซีดลงทันที นางรู้สึกว่าตนเองก็แย่แล้วหมือนกัน
ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้นางล่วงเกินอวี๋เซียนไปมาก ไม่ว่าคำพูดไม่น่าฟังอย่างไรนางก็พูด ชักสีหน้าก็บ่อย กระทั่งขนาดทำให้นางโมโหจนกลับบ้านตระกูลเซี่ยไป…
แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพราะนางคิดว่าอวี๋เซียนเป็นญาติจนๆ คนหนึ่ง
บิดามารดาของอวี๋เซียนตายไปหมดแล้ว นางไม่มีที่พึ่งใดๆ แล้วยังทำมาอวดอ้างเป็นลูกพี่ลูกน้องอีก ช่างน่ารำคาญจริงๆ นางจึงได้ไม่ชอบหน้าอวี๋เซียนเลย!
แต่หากนางรู้จักคนใหญ่คนโตพวกนี้…
โจวซือจินอยากจะร้องไห้แล้ว
ติงเม่าในเวลานี้ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไร เขาถึงกับเป็นใบ้ไปชั่วขณะ หลังจากอดกลั้นไว้ครู่หนึ่งเขาก็เอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าแดงก่ำ “ข้า ข้าไม่รู้…”
บนโลกใบนี้นักพรตสามารถกราบนักปราชญ์เป็นอาจารย์ได้ด้วยหรือ!