กลับไม่โอ้อวดตัวเองบ้างเลย ตอนนี้เป็นอย่างไรเล่า คนรุ่นหลังพวกนี้กำลังวิพากษ์วิจารณ์เจ้ามั่วๆ น่าฟังที่ไหน”
อันที่จริงเซียวอวี้หรงและเจียงจิ้นลู่เองก็ค่อนข้างสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับศิษย์พี่ใหญ่อยู่เหมือนกัน
“ที่จริงแล้วข้าก็อยากรู้ว่าความสามารถของศิษย์พี่ใหญ่เป็นอย่างไร…” เจียงจิ้นลู่เองก็พูดขึ้นมา
ถึงอย่างไรเขาก็ล่วงเกินศิษย์พี่ใหญ่ไปแล้ว ตอนนี้ก็แสดงออกไปเลย ไม่ต้องมาเก็บมาซ่อนไว้ให้ดูน่าเกลียด
“เรื่องที่เจ้าอยากรู้มีมากจริงๆ แต่ละเรื่องจะเป็นไปอย่างที่เจ้าต้องการได้หรือ” เซี่ยเฉียวแค่นเสียงเยาะ
“…” เจียงจิ้นลู่ถูกนางโต้กลับไป แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกสิ้นหวัง กระทั่งว่ารู้สึกเคยชินเสียแล้ว
ท่าทางเอาแต่ใจของศิษย์พี่ใหญ่ยังน่ารักเสียจริง
น่าเสียดายที่เวลานี้คนภายนอกยิ่งสงสัยเกี่ยวกับตัวเซี่ยเฉียวมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็มีใครบางคนที่กระตือรือร้นเลือดร้อนเกินใครยืนขึ้นมาก่อนจะเดินมาหยุดที่หน้าศาลา เขาทำท่าแสดงความเคารพแล้วก็เอ่ยขึ้นโดยไม่ได้แสดงท่าทีอ่อนน้อมหรือแข็งกร้าวเกินไป “ผู้น้อยอยากจะขอคำชี้แนะจากผู้อาวุโสโม่สักครั้ง ไม่ทราบว่าจะได้หรือไม่”
เดิมทีสวนแปดทิศก็เป็นสถานที่ที่นักเรียนทุกคนแข่งขันกันอยู่แล้ว การกระทำเช่นนี้ของพวกเขาก็ไม่นับว่าเป็นการล่วงเกินอะไร
“เจ้าอยากจะขอคำชี้แนะจากข้าเรื่องวิชาเต๋าหรือ” เซี่ยเฉียวถามทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วด้วยสีหน้าใจดีมีเมตตา
“มิกล้า ผู้น้อยไม่มีความรู้