ติในสงครามได้ เจียงฉางเซิงจึงได้วางใจ
ณ วังหลวง อาณาจักรหงเสวียน ฮ่องเต้หงเสวียนสีหน้าอมครึมเป็นที่สุด เขาดูอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจียงซิ่ว มีท่าทีเคร่งเครียด จับจ้องขุนนางบู๊บุ๋นในท้องพระโรงอย่างเกรี้ยวโกรธ ไม่มีใครกล้าสบตากับเขา
“น่าขัน! น่าขัน! ต้าจิ่งส่งคนมาสองคนก็โจมตีจนอาณาจักรหงเสวียนพ่ายแพ้ได้แล้วหรือ มันผู้ใดบอกกับเราว่าเมื่อสองอาณาจักรใหญ่แห่งโชคชะตาร่วมมือกันแล้วต้าจิ่งจะต้องพ่ายแพ้เป็นแน่ พวกเจ้าพูดถูก ขอเพียงขั้นกายาทองคำของพวกเราไม่เข้าโจมตีเมืองหลวง มรรคาจารย์ก็จะไม่ลงมือ แต่ต่อให้มรรคาจารย์ไม่ลงมือพวกเราก็ยังเอาชนะต้าจิ่งไม่ได้อยู่ดี!” ฮ่องเต้หงเสวียนโมโหจนหัวเราะออกมา
ขุนนางใหญ่เต็มท้องพระโรงไม่มีใครเลยที่กล้าต่อคำ พวกเขาทั้งหวาดกลัวทั้งกระอักกระอ่วน ขุนนางบู๊ผู้หนึ่งเอ่ยว่า “ทูลฝ่าบาท หากไม่เข้าตีต้าจิ่ง ต้าจิ่งก็จะต้องมาตีพวกเราในอีกไม่ช้าก็เร็ว ฮ่องเต้ต้าจิ่งองค์ปัจจุบันเป็นผู้มีสัตยพรต แต่ฮ่องเต้ต้าจิ่งองค์ต่อไปเล่า หากพวกเราไม่เป็นฝ่ายเข้าโจมตีเอาแต่นั่งรอถูกอาณาจักรตงไห่มายึดครอง พวกเราก็จะหลีกหนีจากบทลงเอยที่ถูกยึดครองไปไม่พ้น ศึกครั้งนี้แม้จะพ่ายแพ้อย่างยับเยิน แต่เมื่อย้อนกลับมาก็ทำให้พวกเราไร้ซึ่งความกดดันพะยะค่ะ ยามนี้ต้าจิ่งและหงเสวียนไม่มีทางที่จะปรองดองกันได้อีกแล้ว ต่อให้พวกเรายอมแพ้ในเวลานี้ฮ่องเต้ต้าจิ่งก็จะทำดีต่อพวกเรา ในเมื่อเป็นดังนี้แล้ว พวกเ