ครึ่งหนึ่งของนักพรตที่มีชื่อเสียงเป็นรู้จักกันดีในเวลานั้นต้องจากไปก่อนเวลาอันควรเพราะพ่ายแพ้ในการต่อสู้แข่งขันอาคม
แน่นอนว่าชายผู้นั้นก็จบไม่สวยเช่นกัน
แม้จะผ่านไปหลายปีแล้ว หยวนฉังจื่อและคนอื่นๆ ก็ยังรู้สึกไม่สบายใจเมื่อได้ยินคำว่า ‘สายมาร’
“พวกเจ้าเคยพบโม่ชูเซิงผู้นี้มาก่อนหรือไม่ นางเป็นศิษย์ร่วมสำนักกับโม่หลิงจื่อ ความสามารถไม่ด้อยไปกว่าโม่หลิงจื่อเลย อีกอย่าง นางยังรู้แจ้งหยินหยางมาตั้งแต่เกิดด้วย หากนับความสามารถที่ติดตัวมาแต่กำเนิดนี้ด้วยแล้ว นางก็ถือมีความสามารถมากกว่าโม่หลิงจื่อเสียอีก แม้แต่นางเองยังบอกว่าตนเองเอาไม่อยู่ เกรงว่านักพรตสายมารคนนั้นต้องร้ายกาจพอดู!” หยวนฉังจื่อดื่มน้ำชาด้วยความรู้สึกหนักใจ
พี่น้องของเขากลับไม่เชื่อ “ตอนนั้นโม่หลิงจื่อก็ไม่เคยพูดว่าตนเองมีศิษย์น้องหญิงกับเขาคนหนึ่งด้วยนี่? นางมาจากวัดสุ่ยเย่ว์จริงหรือ”
“จริงแท้แน่นอน!” หยวนฉังจื่อยืนยันหนักแน่น
เซี่ยเฉียวเองก็มาตามเวลานัดหมาย
ทันทีที่นางปรากฏตัวขึ้น หยวนฉังจื่อก็รีบลุกขึ้นทันที “ปรมาจารย์โม่!”
พี่น้องของเขาอีกสามคนต่างก็มองไปด้วยสีหน้าอึ้งงัน
นี่คือโม่ชูเซิงที่หยวนฉังจื่อบอกว่า…ทางเต๋าสูงส่ง มากความสามารถคนนั้น? นางดู…เบาเหมือนสายน้ำ และไม่ได้ดูมีมาดอะไร อย่างมากก็เฉยเมยและสง่างามเล็กน้อย ที่เหลือก็ไม่ต่างจากพรตคนอื่นเท่าไรเลยนี่
พอมองโหงวเฮ้ง…
ก็พื้นๆ ไม่มีอะไรพิเศษ!
แต่ในหมู่พวกเขายังมีอีก