ตกเฉียงใต้หมดแล้ว และพบนักพรตจำนวนไม่น้อยเลย แต่พวกเขาก็ไม่มีใครที่ดูแปลกๆ นอกจากนี้พวกเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ก็รู้จักพวกเขากันทั้งนั้น”
“มีคนที่ได้สมญานามว่าหลิวหมิงบ้างหรือไม่” จู่ๆ เซี่ยเฉียวก็นึกถึงชื่อนี้ขึ้นมา
นางคิดว่าถ้าเป้าอี้สารเลวคนนั้นยกย่องนับถือนักพรตคนนี้มาก นักพรตผู้นี้ก็น่าจะไม่ใช่คนดีเท่าไรนัก และน่าจะรู้วิชามารบ้างไม่มาก็น้อยจึงได้ถูกจริตกับพวกสารเลวพวกนั้น
เซี่ยเฉียวเองก็ถามไปอย่างนั้น
เพราะถึงอย่างไรนางก็ไม่รู้จักนักพรตคนไหนในเมืองหลวงนอกจากหยวนฉังจื่ออีกแล้ว
“หลิวหมิง?” ฉินจื้อครุ่นคิดเล็กน้อย ขาหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาพลิกหาสองสามหน้า “มีนะ นี่ไง ท่านดูสิ”
เซี่ยเฉียวมองไปยังกระดาษขาวตัวอักษรสีดำนั้นซึ่งเขียนไว้อย่างค่อนข้างครบถ้วน
นักพรตหลิวหมิงผู้นี้มาจากวัดเล็กๆ อายุประมาณสี่ห้าสิบปี และเขาเพิ่งจะมีความเคลื่อนไหวในช่วงระยะหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี่เอง ดูเหมือนว่าวัดที่เขาเคยอาศัยอยู่จะอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว
“ข้าก็จำคนผู้นี้ได้ เขาดูเหมือนกับว่าจะไม่มีอะไรพิเศษ หน้าตาไม่ต่างอะไรกับนักพรตคนอื่นๆ ไว้หนวดเครา ท่าทางสูงส่งอย่างเซียนประมาณนั้น” องครักษ์คนหนึ่งเอ่ย