้น “เจ้าไม่เป็นลมเวลาเห็นเลือดแล้วหรือ”
“เป็นสิ…” เจียงจิ้นลู่งุนงง
“ดูรอยเลือดนั้นสิ ข้าอุตส่าห์เหลือไว้เจ้าเป็นพิเศษ นึกว่าเจ้าจะชอบมันเสียอีก แต่นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะไม่มองมันเลย ข้าผิดหวังมากจริงๆ” น้ำเสียงของเซี่ยเฉียวนั้นราบเรียบและไพเราะ แต่ฟังดูเย็นชา แล้วนางก็หัวเราะเบาๆ ออกมาอีก “เจ้าคงไม่คิดว่าคราบเลือดเป็นของปลอมใช่ไหม คิดว่าข้าแกล้งเจ้าอีกแล้วหรือ ศิษย์น้องคนดี เหตุเจ้าถึงไม่เชื่อถือข้าเลยแม้แต่น้อย…”
เจียงจิ้นลู่หน้าแดงหูแดง “ไม่ใช่นะ ศิษย์พี่ใหญ่…”
“ดูสิ ข้าบอกเจ้าแล้วว่าเป็นเลือด แต่เจ้าก็ยังไม่เป็นลมอีก” เซี่ยเฉียวหัวเราะ
เห็นได้ว่าเขายังไม่เชื่อนาง
จากนั้นเซี่ยเฉียวลากจ้าวเสวียนจิ่งเข้ามา “ฝ่าบาทท่านบอกหน่อยว่านั่นอะไร”
ร่างเพรียวบางของจ้าวเสวียนจิ่งยืนอยู่ข้างกายเซี่ยเฉียว
ชั่วขณะนั้นเจียงจิ้นลู่อยู่ในอาการงุนงง ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่ารัชทายาทและศิษย์พี่เข้ากันได้ดีทีเดียว…มันเกิดอะไรขึ้น
ฝ่าบาทมีพระชายาแล้วนะ…
“เมื่อวานนี้ข้าสั่งให้คนตัดขาของพ่อบ้านตระกูลเหมิง นั่นก็แค่เลือดที่พุ่งออกมาเท่านั้น ทำไมหรือ” จ้าวเสวียนจิ่งมีสีหน้าอ่อนโยน และเสียงของเขาเหมือนเสียงในหุบเขายามเช้าที่ฟังดูสดชื่น
“แล้วขาล่ะ” เซี่ยเฉียวถามอย่างใจเย็น
“ขา?” จ้าวเสวียนจิงหัวเราะเบาๆ “ใครจะไปรู้ อาจจะมีพวกที่ไม่มีเนื้อกิน เอาไปตุ๋นโดยไม่ดูตาม้าตาเรือแล้วกระมัง”
“น่าเสียดายจริงๆ ศิษย์น้องห้าไม่เ