ิสดารอย่างไรก็มี
เจียงจิ้นลู่คิดอย่างละเอียดมาแล้วว่า การต่อต้านอาจารย์และศิษย์พี่ใหญ่โดยไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดีนั้นไม่ถูกต้อง แต่การยอมปล่อยให้พวกเขาทำอะไรเหลวไหลก็ไม่ดี หลังจากที่พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วเขาก็ยังรู้สึกว่าการประนีประนอมจะเหมาะสมกว่า
ขอแค่ศิษย์พี่ใหญ่ไม่ทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของศิษย์พี่สาม จะจุดตะเกียงหรือแปะยันต์เขาก็ทนได้
“ทำไมเจ้าถึงพูดแบบนั้น ข้าย่อมไม่ขัดขวางให้เขาพบหมออยู่แล้ว ป่วยไข้ต้องหาหมอก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วนี่” สีหน้าเซี่ยเฉียวจริงจัง
เจียงจิ้นลู่ได้ยินเช่นนั้นก็โล่งอก “ขอบคุณศิษย์พี่”
มีอะไรต้องขอบคุณด้วย?
เซี่ยเฉียวเอียงคอมองการแสดงร่ายรำอย่างเหม่อลอย
เจียงจิ้นลู่ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย “ศิษย์พี่…ทำไมท่านต้องพกยันต์เหลืองออกมาข้างนอกด้วย”
“ขับไล่วิญญาณชั่วร้าย” เซี่ยเฉียวไม่พูดอะไรมาก
เจียงจิ้นลู่ลังเลเล็กน้อย “สว่างสดใสออกอย่างนี้ ไหนเลยจะมีอะไรชั่วร้าย ข้าไม่เห็นด้วยกับศิษย์พี่ใหญ่ ในเมื่อคิดจะกำจัดพวกเขาก็ต้องมองเห็นให้ได้ก่อนสิ แต่ที่สายตาพวกเรามองเห็นก็สะอาดไปหมด มีของสกปรกที่ไหน…”
สีหน้าของเซี่ยเฉียวชะงักไปเล็กน้อย
“เจ้ามองไม่เห็นไม่ได้แปลว่าใต้หล้านี้จะไม่มีคนมองเห็นนี่?” เซี่ยเฉียวพูดจามีเหตุผล “พระสงฆ์และนักพรตบนโลกใลกใบนี้ก็มีความสามารถอยู่บ้าง ส่วนมากก็ยังคงสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของวิญญาณชั่วร้าย เจ้าไม่เคยบำเพ็ญตนมาก่อน สิ่งที่เ