คำพูดนี้ก็คงเปลี่ยนเป็นโยนลงน้ำเป็นอาหารปลาแทนแล้ว!
ไม่ใช่ว่าเขาจะถือสาไปหมดทุกอย่าง เพียงแต่เขาเป็นขุนนางที่ศาลตัดสินคดี การค้นหาความจริงเป็นนิสัยของเขา นี่เขาก็อดทนมากแล้ว
“ศิษย์น้อง ลูกน้องของเจ้าไม่รู้ความเอาเสียเลย พูดจาอะไรเหลวไหล สมควรต้องลากไปโบย!” เซี่ยเฉียวแค่นเสียงออกมา
“โบยข้าแปดสิบไม้ แล้วท่านกล้าบอกข้าไหมเล่าว่าทำไมจะต้องแปลงโฉมด้วย ข้าเองก็จะไม่บังคับให้ท่านลบเครื่องสำอาง แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีเหตุผลให้ข้าสิ ฝ่าบาทเคารพท่านที่เป็นศิษย์พี่ ท่านก็มักจะต้องปรากฏตัวข้างกายฝ่าบาท จะไม่ให้คำอธิบายอะไรหน่อยหรือ ถูกไหม” เซี่ยผิงกั่งเอ่ยอีก
ตาหมีบ้านี่น่าโมโหนัก ทำร้ายกันเองเสียแล้ว!
เซี่ยเฉียวโกรธจนแทบเต้น ในหัวสมองเริ่มแต่งเรื่องขึ้นมาทันที
หลังจากสงบสติอารมณ์ครู่หนึ่ง นางก็กัดฟันพูด “ข้า…เมื่อก่อนข้าพเนจรไปทั่ว จับวิญญาณนับไม่ถ้วน มีอยู่ครั้งหนึ่งเพื่อจะจับวิญญาณแล้ว ข้าบีบบังคับให้คนคนหนึ่งย้ายสุสานของบิดาตัวเอง หลังจากที่มารดาของคนผู้นั้นรู้เข้าก็โมโหมาก บอกว่าข้าเป็นนักพรตปีศาจ และจับข้าขังไว้ก่อนจะจุดไฟเผา ใบหน้านี้…ล้วนแต่เป็นรอยแผลทั้งนั้น”
เซี่ยเฉียวพูดจบก็มองเซี่ยผิงกั่งด้วยความจริงใจ “ใต้เท้าเซี่ย เจ้าเข้าใจหรือยัง”