นี้มันไม่ใช่ความสามารถแปลกพิสดารหรอกหรือ
รัชทายาทก็พอกัน น้องสาวของเขานับเป็นอะไรเล่า ทำไมถึงไม่ยอมให้นางเป็นคนธรรมดาๆ กับเขาบ้าง?
ท่านยมบาลคงจะตาบอดแล้วล่ะถึงได้สนใจในตัวเซี่ยเฉียว
“ฝ่าบาทตรัสมีเหตุผล…” เซี่ยผิงกั่งประจบสอพลอก่อน จากนั้นก็หันไปมองเซี่ยเฉียว “ท่านปรมาจารย์ หากต่อไปครอบครัวของข้าทำความดีมากขึ้น แจกจ่ายโจ๊ก บริจาคอาหาร สร้างสะพาน สร้างถนน ต่อสู้กับคนเถื่อน แล้วสุขภาพร่างกายของน้องสาวข้าจะดีขึ้นบ้างไหม”
“ข้าไม่รู้” นางสามารถให้คำตอบเรื่องของคนอื่นได้ แต่เรื่องของตนเองนางไม่รู้
“เรื่องอื่นก็อาจจะมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่ไม่มีทางเทียบได้กับการส่งวิญญาณไปเกิดใหม่ ดังนั้นข้ายังคงแนะนำ…” เซี่ยเฉียวเสียงเบาลงเล็กน้อย
“ไม่ได้” เซี่ยผิงกั่งส่ายศีรษะ “หญิงสาวคนหนึ่งวุ่นวายอยู่แต่กับวิญญาณทั้งวัน ต่อให้ยังมีชีวิตอยู่ พอตอนอายุสามสี่สิบปี นางจะไม่เป็นเหมือนท่านปรมาจารย์หรือ…”
“แค่ก!” จ้าวเสวียนจิ่งส่งเสียงเตือนออกมาทันที
เซี่ยผิงกั่งเก็บสีหน้าอาการเล็กน้อย “ท่านปรมาจารย์ ข้าไม่ได้หมายความว่ารังเกียจท่านหรอกนะ เพียงแต่…ท่านเดินทางไปทั่วอย่างนี้ เมื่อก่อนก็คงไม่มีคนคอยดูแลข้างกายกระมัง ยามเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกคงจะต้องลำบากลำบนไม่น้อย…”
ปกติแล้วปรมาจารย์มักจะวางเฉยไม่ยินดียินร้าย ไม่เหมือนกับมมนุษย์คนหนึ่งเลยจริงๆ
หญิงสาวคนหนึ่งจะมีอารมณ์ทุกข์สุขบ้างจะดีกว่า หากเป็นศพเดินได้เหมือนปรมาจ