ากที่พวกเขากลายเป็นวิญญาณแล้วก็ยังหิวโหยและอ่อนแรงอยู่เสมอ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้ไปทำเรื่องชั่วร้ายในเมือง
ไม่ว่าเขาจะสูดดมอาหารมากมายเท่าไรก็ยังไม่อิ่ม ดังนั้นเมื่อครู่นี้เขาจึงคิดที่จะสิงร่างก่อนแล้วค่อยกิน เผื่อว่าอาจจะดีขึ้นมาหน่อย…
“น้องหญิงใหญ่ เจ้ากำลังเลียนแบบปรมาจารย์โม่สอบปากคำวิญญาณอยู่หรือ” เซี่ยผิงกั่งรู้สึกสงสัยและไม่อยากเชื่ออยู่บ้าง
หัวใจของเซี่ยเฉียวเต้นกระตุกทันที จากนั้นสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไป แล้วนางก็เข้าไปหลบหลังพี่ชายใหญ่ของนาง “พี่ชายใหญ่! วิญญาณนี่น่ากลัวมาก…จะกินคน…”
“ข้ายังนึกว่าเจ้ากลายเป็นคนใจกล้าแล้วเสียอีก…” เซี่ยผิงกั่งรู้สึกว่าปฏิกิริยาของนางสาวเขาแปลกๆ
“ไม่หรอก แต่ว่า…ถึงอย่างไรก็ต้องจัดการเรื่องนี้นี่? อาจารย์อาโม่ไม่อยู่ ข้าไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องทนเอา ไม่เช่นนั้นต่อไปข้าก็คงไม่กล้าสู้หน้าอาจารย์อาแล้ว…” เซี่ยเฉียวพูดจบก็ตีหน้าเศร้า ละล้าละลัง “เฮ้อ น่ากลัวออกอย่างนี้แล้วจะสอบถามอย่างไรเล่า…”
เซี่ยผิงกั่งพยักหน้าและกระซิบกระซาบ “เจ้าก็อย่าออกหน้ามาก มีคนนอกอยู่ด้วยเยอะแยะขนาดนี้ หากลือกันออกไปจะไม่ดี”
หากมีคนปากดี เอาเรื่องที่เซี่ยเฉียวสามารถมองเห็นวิญญาณได้ไปพูดข้างนอก แล้วน้องสาวของเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
“…” โจวเว่ยจงเงี่ยหูฟังอยู่ตลอด เขาจึงได้ยินทั้งหมด
เขาก้มศีรษะลงเหยียบย่ำดินใต้ฝ่าเท้าอย่างจนใจ
เขาพูดได้ไหมว่า…พวกเขาทั้งกลุ่มนี้รู้ถึงคว