ี่จ้าวเสวียนจิ่งพามาด้วยก็เป็นคนที่มองเห็นตอนกลางคืนได้ดี ดังนั้นตลอดทางที่พวกเขามานี้จึงไม่มีเหตุอะไรทั้งสิ้น
เซี่ยผิงกั่งมองไปยังบริเวณใกล้ๆ เขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อย “ที่ตรงอื่นดูเหมือนจะไม่มีหมอก มีเพียงบริเวณนี้เท่านั้นที่มืดสนิทและดูแปลกๆ”
จ้าวเสวียนจิ่งไม่ได้พูดอะไรมาก เขานำคนเดินไปตามทางเข้าเพื่อขึ้นเขาลูกนี้ทันที
อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านไปสักพักคนทั้งกลุ่มก็งุนงงไปเล็กน้อย
“ลมนี่…พัดแรงไปหน่อยไหม” เวินหลันเฉิงที่อยู่บนหลังมายื่นหน้าเข้าไปถามเซี่ยผิงกั่ง
“ลมแรงหน่อยก็เป็นธรรมดา หากมีวิญญาณอยู่ในที่แห่งนี้ ก็จะมีลมชั่วร้ายกรรโชกแรง วิญญาณพวกนี้ก็เหมือนลมที่พัดไปมาก็เท่านั้น”
ดังนั้นจึงไม่มีอะไรน่ากลัว
เซี่ยผิงกั่งก็พูดง่ายเกินไป เวินหลันเฉิงไม่เคยพบเห็นมาก่อนว่าอะไรคือวิญญาณเล่นกล เขาเพียงแค่รู้สึกว่าต้นไม้และเนินเขาที่นี่ไม่ค่อยดี เมื่อลมพัดมาจึงทำให้รู้สึกปวดหัวเท่านั้น
“เดี๋ยวก่อน” เซี่ยผิงกั่งเรียกให้ทุกคนหยุดกะทันหัน จากนั้นเขาพูดกับรัชทายาท “รัชทายาท ดูเหมือนว่าจะมีเสียงร้องของหมาป่า”
เขาอยู่บนภูเขาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ทำให้ไวต่อเสียงของสัตว์ป่าเป็นพิเศษ
แววตาของจ้าวเสวียนจิ่งเคร่งขรึม
หลังจากเข้าสู่ถนนบนภูเขานี้แล้ว พวกเขาก็ไม่เห็นร่องรอยล้อรถบนพื้นดินอีก