งไรบ้าง อาการเก่าไม่ได้กำเริบหรอกใช่หรือไม่” เซี่ยผิงไหวยังรู้จักเป็นห่วงเซี่ยเฉียว
พอเขาพูดขึ้นมาอย่างนั้น เซี่ยเฉียวก็ถอนหายใจ “โรคเก่าๆ น่ะ ข้าไม่โทษเจ้าหรอก ต่อให้เจ้าทำให้ข้าโกรธจนตาย นั่นก็เพราะร่างกายของข้าใช้การไม่ได้เอง มาคิดๆ ดูแล้ว ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเอง ว่ากันว่าพี่สาวคนโตก็เหมือนแม่ พวกเราเป็นเด็กที่ขาดแม่กันทั้งนั้น ข้าที่เป็นพี่สาวกลับอ่อนแอเช่นนี้ ตั้งแต่เด็กก็ไม่ได้อยู่ดูแลพวกเจ้า เป็นการละเลยหน้าที่จริงๆ บางที่พี่ก็คิดนะว่า อยู่สภาพใกล้ตายอย่างนี้ไม่สู้ข้าผูกคอตายให้จบๆ ไปเลยจะดีกว่า…”
เซี่ยเฉียวพูดจบแล้วก็ปาดน้ำตา
ทั้งที่จริงๆ แล้วมันไม่มีอะไรทั้งนั้น
หากน้องชายที่โง่เขลาของนางเป็นสุภาพบุรุษ เป็นเด็กดีที่นางไม่ต้องคอยกังวลใจ นางจะต้องใช้กลอุบายขนาดนี้เลยหรือ!
จะเป็นพี่สาวก็ต้องหัดเล่นละครด้วย มันไม่ง่ายเลยจริงๆ!
ความรู้สึกผิดของเซี่ยผิงไหวก็ปรากฏขึ้นในทันทีเมื่อได้ยินนางพูดเช่นนั้น “พี่หญิงใหญ่! ท่านโตกว่าข้าแค่สองสามปีเอง แต่ท่านกลับรู้เรื่องรู้ราวเข้าใจอะไรได้ดีกว่าข้ามาก ข้าเป็นเด็กผู้ชายนะ ลำบากสักหน่อยก็สมควรแล้ว! เรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ท่านอย่าได้ใส่ใจเลย พวกเราอยู่ได้เท่าไรก็เท่านั้น หากทำอะไรไม่ได้จริงๆ และต้องลงโลง พอถึงเวลานั้นข้าจะฝังท่านอย่างงดงามอย่างแน่นอน ถึงอย่างไรก็จะไม่ทำให้ท่านต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ!”
ตอนนี้เขารู้แล้วว่าว่าตนเองไม่ได้เป