แกร่งพอ ก็เกรงว่านางจะตกใจตายไปแล้ว…เมื่อเป็นอย่างนั้น ท่านนักพรตเองก็ต้องเป็นคนรับผลกรรมนี้ไป ไม่เป็นผลดีต่อการบำเพ็ญตนของท่านเลยนะ?” หยวนฉังจื่อเอ่ย
เซี่ยเฉียวเองก็รู้ว่าหยวนฉังจื่อมีเจตนาดี
โดยเฉพาะเมื่อนางได้เห็นเขาอีกในคราวนี้ เขาดูลึกล้ำขึ้นกว่าเมื่อครั้งที่พบกันที่คฤหาสน์ของหนิงเป่ยอ๋องเล็กน้อย สภาพจิตใจของเขามีความเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ความทะนงตนน้อยลง และมีความเป็นเซียนมากขึ้น
“คนผู้นี้มีความแค้นบางอย่างกับข้า เรื่องนี้ข้ารู้ดีว่าทำได้แค่ไหน ข้าไม่คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปเปล่าๆ หรอก” เซี่ยเฉียวเอ่ย
เมื่อหยวนฉังจื่อได้ยินเช่นนั้นก็ไม่พูดถึงเรื่องน้ำตาวัวอีก
ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญตนก็ยังเป็นคนธรรมดาที่มีอารมณ์ความรู้สึก
แม้ว่าจะไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มลงมือทำร้ายคนอื่น แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้คนอื่นมารังแกได้ตามอำเภอใจ
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว เพียงแต่วันนี้ข้าไปที่บ้านตระกูลต่งและพบว่าที่บ้านตระกูลต่งมีวิญญาณตนหนึ่ง หากปล่อยไว้ต่อไปเกรงว่าจะกลายเป็นวิญญาณแค้นและทำร้ายผู้บริสุทธิ์ได้ ไม่ทราบว่าปรมาจารย์โม่มีวิธีแก้ไขหรือไม่ ถ้าหากท่านไม่สนใจเรื่องนี้ และตระกูลต่งเชิญข้ามาแบบนี้ ข้าคงจะนิ่งดูดายไม่ได้” หยวนฉังจื่อเอ่ยต่อ
นี่ต่างหากที่เป็นจุดประสงค์หลักของเขา
“ข้าจะเป็นคนสวดส่งวิญญาณตนนี้เอง ที่ข้าใช้น้ำตาวัวก็เพื่อที่จะระบายโทสะให้นางเท่านั้น นี่เป็นงานของข้า ท่านอย่าได้แย่งจะดีกว่า” เซี่ยเฉียวเอ