มื่อเซี่ยผิงกั่งตีงู เขาก็จะตีตรงจุดตาย
โจวเว่ยจงเองก็รู้สึกจนปัญญาเช่นกัน “หลายปีมานี้ข้าก็ไม่ค่อยเชื่อฟังพวกเขาแล้ว ข้าจะปกป้องน้องชายของข้าเอง จะไม่ส่งเขากลับไปหรอก!” โจวเว่ยจงรีบแสดงจุดยืนของเขาอย่างรวดเร็ว
หลังจากโจวเว่ยจงพูดจบแล้ว เขาก็รู้สึกปากคอแห้งผากกระหายน้ำ จึงรีบดื่มชาลงไปหนึ่งถ้วย พอชาเข้าปากก็รู้สึกขมเล็กน้อย
“สหายโจว สมมุติว่าเรากำลังเจรจาค้าขายกัน ก็ต้องเอาความจริงใจออกมาพูดกัน เจ้า…สามารถดูแลน้องชายของเจ้าตลอดเวลาไหม หรือเจ้าสามารถทำให้บิดามารดาและญาติๆ เชื่อฟังเจ้าได้ หากพวกเขาไม่ชอบลูกพี่ลูกน้องของเจ้า ต่อให้เจ้าห้ามอย่างไรก็ห้ามไม่อยู่ ถูกต้องไหม ในเมื่อเจ้าทำอะไรไม่ได้เลย ก็อย่าพูดลมๆ แล้งๆ เลยดีกว่า!” เซี่ยผิงกั่งแยกเขี้ยวยิ้ม
คิดจะแย่งคนกับเขา? ไม่มีทางเสียล่ะ
เมื่ออวี๋เซียนได้ฟังคำพูดของเซี่ยผิงกั่ง นางก็รู้สึกว่าที่เขาพูดมามีเหตุผล
ตระกูลโจวเป็นตระกูลใหญ่ที่สูงส่ง บ้านหลังใหญ่โต หากนางเข้าไปอยู่ที่นั่นก็จะต้องกลับไปแต่งหญิง และอยู่แต่ในเรือนทำตัวเรียบร้อยและคอยฟังคำผู้ใหญ่
เวลานั้นหากตระกูลโจวต้องการส่งนางกลับไป แล้วนางอยากจะหนีก็คงทำไม่ได้!
แม้ว่าพี่ชายของนางจะมีสิทธิ์มีเสียงอยู่บ้าง แต่เขาก็เป็นแค่เด็กรุ่นหลัง หากตระกูลโจวได้รับจดหมายจากตงอัน พี่ชายของนางก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะปกป้องนางได้