อบบางราวกับบุปผา ว่ากันว่านางอายุสั้น กระหม่อมกลัวจริงๆ ว่านางจะคิดมาก” เมิ่งจี๋ฟังเอ่ยอย่างเปิดเผยใจกว้าง
พอเขาพูดจบก็รู้สึกว่าลมหายใจของรัชทายาทยิ่งเย็นชาขึ้นไปอีก
แล้วเขาก็เพิ่งรู้สึกตัว “ข้าก็แค่พูดไปเรื่อย ฝ่าบาทคงไม่คิดเป็นจริงเป็นจังหรอกนะ กระหม่อมไม่ได้คุ้นเคยกับหญิงสาวผู้นั้นหรอก…”
หลังจากที่เขายอมรับอย่างขลาดๆ ออกมาเช่นนั้น รัชทายาทก็เหลือบมองเขาด้วยสาตาดูถูกอย่างเขาคิดจริงๆ ก่อนจะเดินผ่านไป “เจ้าคิดถึงคนของข้าให้น้อยหน่อยดีกว่า คิดถึงมากแล้ว ข้ากลัวว่าบุญของเจ้าจะหมดเร็วน่ะ”
“…” เมิ่งจี๋ฟังโกรธขึ้นมาแล้ว
เขาก็รู้ว่าเขาไม่สามารถทำอะไรรัชทายาทโดยไม่คิดหน้าคิดหลังได้ จึงต้องอดทนไว้
แต่ในใจเขากลับก่นด่าสาปแช่งอยู่ตั้งนานแล้ว
เขาติดตามไปอย่างหน้าด้านๆ แต่หลังจากที่เดินตามไปไม่กี่ก้าวเขากลับถูกโจวเว่ยจงสกัดไว้ด้านหลัง เมื่อเขาเห็นว่ารัชทายาทเข้าไปในร้านอาหารหนึ่ง เขาจึงพยายามแอบมอง กระทั่งขึ้นชั้นสองฝั่งตรงข้ามเพื่อแอบมองจากหน้าต่าง…
เขากลับได้เห็นว่ารัชทายาทอยู่ด้วยกันกับนักพรตคนหนึ่ง
คงไม่ใช่…นักพรตปีศาจแซ่โม่ที่ท่านพ่อเขาพูดถึงนั่นหรอกนะ?