็นได้ชัดเจนนัก
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เมื่อพลังของพวกนางเข้ากันได้แล้ว จึงเป็นการยากที่จะใช้สายตาอย่างคนภายนอกมาคำนวณดวงชะตาของคนกันเอง
แน่นอนว่า นั่นยกเว้นเหตุการณ์ที่สำคัญๆ นางแค่จะมองรายละเอียดบางอย่างได้ไม่ชัดเจนเท่านั้นเอง
“เรื่องที่ท่านจะทำเกี่ยวข้องกับแม่นางจากจวนหนานอันโหว?” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยถาม
เซี่ยเฉียวพยักหน้า “พบกันเพราะมีวาสนา เมื่อช่วยคนแล้วก็ต้องช่วยให้สุด ส่งพระก็ต้องส่งให้ถึงชมพูทวีป”
“เจ้าเป็นคนเล่าเรียนทางเต๋า แต่เอาแต่พูดคำพระ ไม่กลัวฝาโลงศพของบุรพาจารย์จะเปิดขึ้นมาบ้างหรือไง” จ้าวเสวียนจิ่งหัวเราะหึๆ
บุรพาจารย์ที่เขาหมายถึงไม่ได้หมายถึงฝ่ายหลีซื่อเหยียนนี้หรอก
“บนหลุมศพของบุรพาจารย์ข้าปกคลุมไปด้วยควันเขียว จนแทบจะขอบคุณข้าไม่ทันแล้ว” สีหน้าของเซี่ยเฉียวยังแสดงความภูมิใจเล็กน้อย
เมื่อสิบแปดปีที่แล้ววัดสุ่ยเย่ว์ดำเนินการต่อไปไม่ได้ ต้องปิดไปแล้ว!
ดังนั้นโม่หลิงจืออาจารย์ของนางจึงได้ออกพเนจรไปทั่วจนถูกโจรจับตัวไป ต่อมาภายหลังก็เป็นท่านพ่อที่เป็นโจรของนางนี่แหละที่ให้เงินเขาไปก้อนหนึ่งเพื่อให้ช่วยเลี้ยงดูเด็กและเปิดวัดสุ่ยเย่ว์ขึ้นมาใหม่ แต่ไม่นานนักเงินก็หมดไปอีก
ต่อมาก็เป็นนางที่อายุยังน้อยนี่แหละที่ใช้ร่างกายป่วยๆ ทำให้วัดสุ่ยเย่ว์ยืนหยัดต่อไปได้!
ไม่ง่ายเลยจริงๆ!
ในช่วงปีแรกๆ นางเรียนรู้การทำนายดวงชะตาไปพลางกินยาไปพลาง ยากที่จะบอกได้ว่านางจะเป็นลมไปเมื่อไร
บาง