ินอายจนไม่กล้าพูดน่ะ” จ้าวเสวียนจิ่งพูดเหลวไหลไปเรื่อย
เฮอะๆ เซี่ยเฉียวเยาะออกมาทันที “หรือว่าศิษย์น้องรู้สึกเสียใจกับเรื่องงานแต่งครั้งนี้ขึ้นมาแล้ว คำพูดนี้ฟังเหมือนเป็นข้ออ้างในการหลบเลี่ยงนะ”
จ้าวเสวียนจิ่งได้ยินเช่นนั้นก็รีบเอ่ยทันที “ศิษย์พี่โม่ก็ไม่ใช่คนนอกอะไร เช่นนั้นข้าจะบอกความจริงก็แล้วกัน อันที่จริง…หลายปีมานี้ศิษย์น้องไม่เคยมีความคิดที่จะแต่งภรรยา พอเรื่องการแต่งงานถูกกำหนดออกมาแล้วตอนนี้ก็เลยรู้สึกมึนงงเล็กน้อย ไม่รู้ว่าจะปฏิบัติตัวอย่างไรกับแม่นางเซี่ยดีจึงจะทำให้แม่นางเซี่ยรู้สึกว่าศิษย์น้องเป็นคนดี”
และไม่ใช่…
แค่รู้สึกว่าเขาหน้าตาดีเท่านั้น
เซี่ยเฉียวได้ยินเช่นนั้นก็มองเขาอย่างประหลาดใจ “ดังนั้น เจ้าจะบอกว่า…ไม่ใช่แม่นางเซี่ยที่เขินอาย แต่เป็นเจ้า?”
เวลานี้เซี่ยเฉียวเป็นโม่ชูเซิง ดังนั้นนางจึงหน้าหนาพอควร
จ้าวเสวียนจิ่งยิ้มอย่างใจเย็น “เป็นเช่นนั้นจริงๆ”
เซี่ยเฉียวแย้มยิ้มทันที “ศิษย์น้องไม่ต้องกลัวไปหรอก แม่นางเซี่ยไม่ใช่ปีศาจกินคนเสียหน่อย”
จ้าวเสวียนจิ่งมองนางด้วยท่าทีจะยิ้มก็เหมือนไม่ยิ้ม จากนั้นก็ส่ายศีรษะอย่างเงียบๆ
เมื่อใดก็ตามที่นางเปลี่ยนมาใช้ใบหน้านี้ นางก็จะไม่สนใจแม้แต่น้อยว่าตนเองจะพูดอะไรออกมา นางไม่กลัวว่าวันหนึ่งความจะแตกบ้างหรือ
“ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องการให้ปลอบโยนเอาใจ ฝ่าบาทเอาใจใส่นางหน่อยจะดีกว่า มิฉะนั้นต่อให้แต่งงานกับนางไปแล้วก็จริง หากนางไม่