กมายในราชสำนักที่พูดว่ารัชทายาททำตัวเหลวไหล แต่ในช่วงสองวันที่ผ่านมาก็มีบางคนพูดว่าจ้าวซวีจือคาดเดาโดยไม่มีหลักฐาน…”
เซี่ยเฉียวคิดว่าตนเองไม่มีอะไรที่ต้องรู้สึกละอาย
ต่อให้นางจะรู้สึกคลุมเครือกับรัชทายาทแล้วอย่างไรเล่า
ในที่สาธารณะนางไม่เคยทำอะไรที่เกินเลยแม้แต่น้อย และรัชทายาทก็ให้ความเคารพและสุภาพต่อศิษย์พี่อย่างนางอยู่เสมอ พวกนางสะอาดหมดจดอย่างยิ่ง
เซียวอวี้หรงคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เป็นศิษย์น้องที่เสียมารยาทแล้ว ข้าว่าที่ข้าไม่ได้พบหน้าฝ่าบาทหลายวันมานี้จะต้องมีเหตุผลแน่ๆ”
แต่ไหนแต่ไรมาหากมีคนยื่นฎีกาฟ้องร้องรัชทายาทก็จะเป็นการกระทำแต่ฝ่ายเดียว ไม่ค่อยจะมีใครคนออกหน้าพูดแทนรัชทายาทเท่าใดนัก
แต่ครั้งนี้…
มันกลับแตกต่างออกไปอยู่บ้าง
เซียวอวี้หรงเองก็กังวลและสับสนเช่นกัน เมื่อเห็นเซี่ยเฉียวผ่อนคลายเช่นนี้ในเวลานี้ เขาก็เบาใจลงไปมาก
ขณะที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่นั้นก็มีเสียงมาจากด้านนอกหอส่องชะตา
เซี่ยเฉียวมองผ่านฉากกั้นลมก็พบว่าเป็นสองพี่น้องตระกูลต่ง
ต่งซีอวิ๋นมองซ้ายมองขวา ไม่รู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ ในขณะที่คุณหนูรองตระกูลต่งกลับดูกังวลร้อนใจเล็กน้อย นางดึงแขนเสื้อของต่งซีอวิ๋นอย่างระมัดระวัง “พี่หญิง พวกเรากลับกันดีกว่า แบบนี้มันเสียมารยาทมากนะ…”
ต่งซีอวิ๋นทำราวกับว่านางไม่ได้ยินพลางกลอกตาใส่น้องสาว จากนั้นนางจึงมองไปที่ผู้ดูแลร้านและเอ่ยถามว่า “ปรมาจารย์แซ่โม่นั่นอยู่หรือเปล่า”
ผู้