หรือไม่” จ้าวเสวียนจิ่งตรงประเด็นไม่อ้อมค้อม เขานำหนังสือเล่มนั้นออกมาวางไว้ตรงหน้าไป๋ชิ่นเซียงทันที “แม่นางไป๋ ทั้งสามคนนี้เสียชีวิตในวัดร้างห่างไกล แม้ว่าเจ้าจะไม่ใช่ฆาตกร แต่คิดว่าเจ้าน่าจะคุ้นเคยกับพวกเขาดี”
เมื่อไป๋ชิ่นเซียงได้ยินเช่นนั้น ความสงบนิ่งที่นางแสดงออกมาแต่แรก ในที่สุดก็มีความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาบ้าง
“ข้าไม่รู้จัก” เสียงของนางสั่นเล็กน้อย แต่ก็ยังคงกัดฟันปฏิเสธ “ตระกูลไป๋ของข้าไม่ชอบคบค้าสมาคมกับพวกบัณฑิตมาตั้งแต่ไหนแต่ไร”
“เช่นนั้นแล้วเจ้าน่าจะรู้จักผังหานเวยสินะ” จ้าวเสวียนจิ่งกึ้งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม
“บอกมาตามตรง! มิฉะนั้นข้าจะเจ้าส่งตัวไปที่ศาลตัดสินคดีแล้วทรมานให้หนัก!” เซี่ยผิงกั่งพ่นออกมาในเวลาที่เหมาะเจาะ
สองคนนี้ดูไม่เหมือนผู้ชายที่จะสงสารคนอื่นเลยจริงๆ คนหนึ่งเร่งเร้า คนหนึ่งเนิบช้า ช่างบีบคั้นใจคนจริงๆ
เรื่องแม่นางผังนี้ปิดไม่มิดจริงๆ
อย่างไรเสียพวกเขาก็มีคำให้การของชายชราอยู่แล้ว
เวลานี้สองมือของไป๋ชิ่นเซียงจับกันไว้แน่น นางดูประหม่าอย่างยิ่ง “ใช่ ผังหานเวยเป็นลูกสาวของข้า แล้วอย่างไรเล่า มันก็แค่ความคิดชั่วแล่นเท่านั้น ต่อให้เป็นความผิดฐานคบชู้ก็เถอะ…ข้าก็กล้ายอมรับ แม้แต่ตอนที่สามีของข้ายังมีชีวิตอยู่ เขาก็ไม่ถือสา”
ความผิดของนางจะต้องถูกลงโทษด้วยการโบยตี เพราะถึงอย่างไรก็ถือว่าเป็นการทำลายศีลธรรมประเพณี
แต่ตระกูลไป๋มีเงิน จึงสามารถใช้เงินมาชดเชยความผิดได้
ดัง