ับต้องนิ่วหน้าไปในทันที “มิน่าถึงไม่อยากให้พวกเรามาที่นี่ ที่แท้พวกเขาก็ทำให้วัดกลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว นี่มันเหมือนกับมาสืบคดีตรงไหนกัน เหมือนมารื้อวัดเสียมากกว่า”
ตรงประตูทางเข้ามีหินแตกหักไม่น้อย กำแพงวัดโดยรอบทรุดโทรม
จ้าวซวีจือข้ามซากปรักหักพังนั้นเข้าไปข้างใน
คนอื่นๆ ก็ผูกม้าของพวกเขาไว้ แล้วพกถุงน้ำและเสบียงอาหารก้าวเข้าไปข้างในเช่นกันในเวลานี้
ทันทีที่ก้าวเข้าไปข้างในได้พวกเขาก็รู้สึกเย็นลงเล็กน้อย
แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้คิดมากอะไร
ถึงอย่างไรวัดเช่นนี้ก็ดูน่ากลัวอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องปกติที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกไม่สบายใจ
ทุกคนเข้าไปแล้ว ตอนนี้ท้องฟ้าก็มืดแล้ว พวกเขาจุดคบไฟ ภายในวัดจึงสว่างขึ้นมาก จากนั้นพวกเขาก็ค้นไปทั่ว แต่ก็ยังไม่พบอะไรเป็นพิเศษเหมือนเมื่อตอนกลางวัน
“คุณชายใหญ่ ที่แห่งนี้ดูเหมือนจะไม่สามารถซ่อนตัวได้นะขอรับ หรือว่าพวกเราคิดผิดแล้ว” ใครบางคนเอ่ยถาม
จ้าวซวีจือขมวดคิ้ว “ลองหาดูหน่อย เผื่อจะมีทางลับ…”
ทุกคนต่างก็ทำอะไรไม่ถูก จึงไปลองลูบคลำพระพุทธรูปเหล่านั้นดู
ทันใดนั้น!
มีลมชั่วร้ายพัดแรงเข้ามา!
คบไฟในมือของทุกคนก็ดับลงทันที!
“เวร! ลมนี่มันชั่วร้ายจริงๆ” ใครบางคนบ่มพึมพำ จากนั้นก็จุดไฟขึ้นมาใหม่ แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงจุดคบไฟไม่ติดอีก มันราวกับเปียกน้ำกระนั้น
รอบด้านมืดสนิท
ทันใดนั้นก็มีแสงสีเขียวอมฟ้าจางๆ ปรากฏขึ้นจากตัวพระพุทธรูป
ขยับขึ้นขยับลง
“นี่มัน…ไฟป