ระหลาด….” ใครบางคนกลืนน้ำลาย และรู้สึกเย็นเยียบไปทั้งร่าง
ปัง ลมหอบใหญ่พัดมาจนทำให้ประตูโถงด้านในปิดสนิทลงทันที หัวใจของทุกคนเต้นแรงแทบจะหลุดออกจากอก
“คุณชายใหญ่…”
“ตกใจอะไร” จ้าวซวีจือสงบมาก “พระพุทธรูปพวกนี้มีผงกระดูกผสมอยู่ และแสงไฟนี้ก็เกิดมาจากสิ่งนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกพิสดารอะไร พวกเจ้าไปดูอีกทีว่ายังจุดคบไฟขึ้นมาใหม่ได้ไหม”
ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งยังกลัวอะไรแบบนี้
ไร้ประโยชน์เสียจริง
จ้าวซวีจือกำลังคิดว่า เมื่อผ่านไปสักระยะ พอเสด็จพ่อของเขาหายโกรธแล้ว เขาก็จะจ่ายเงินให้มากขึ้นหน่อยเพื่อเลี้ยงดูคนคุ้มกันที่จงรักภักดีและมีความสามารถ
จ้าวซวีจือสงบนิ่งเช่นนี้ก็ทำให้ผู้คุ้มกันพวกนั้นสงบใจลงได้ไม่น้อย
แต่พวกเขาไม่สามารถจุดคบไฟพวกนี้ขึ้นมาใหม่ได้จริงๆ
พวกเขาจึงไม่กล้าที่จะเดินสะเปะสะปะและนั่งลงบนพื้น
อย่างไรก็ตาม พวกเขาเพิ่งจะนั่งลงได้ไม่นานก็ได้ยินเสียง ‘ฮือๆ’ ดังขึ้นมาจากที่ไหนก็ไม่ทราบ
“ก็แค่เสียงลมเท่านั้น” จ้าวซวีจือเอ่ยอีก
ก็จริง ข้างนอกมีลมพัดแรงขนาดนั้น บางทีฝนก็อาจจะเริ่มตกลงมาแล้วก็ได้ หากในห้องนี้มีรูโหว่ ลมพัดไปมาก็สามารถทำให้เกิดเสียงแปลกๆ ได้อยู่แล้ว
ทุกคนกินอาหาร ไม่รู้สึกถึงรสชาติใดๆ
หนึ่งในนั้นอดไม่ได้ที่จะมองขึ้นไปที่พระพุทธรูปเหนือศีรษะของเขา
เขานิ่งงันไปทันที จากนั้นดวงตาของเขาก็หรี่ปรือลงเล็กน้อย จู่ๆ เขาก็หยิบดาบขึ้นมาแล้วฟันแขนของตัวเอง!
“เจ้าทำอะไรน่ะ!” ทุกคนรู้ส