กดิ์สิทธิ์แห่งยุทธ์ที่จริงแท้เพื่อชักนำกระแสด้านยุทธ์ด้วยเช่นกัน”
อวี่เหยียนอี้อยากเอื้อนแต่ไม่กล้าเอ่ย เจียงฉางเชิงเอ่ยต่อไปว่า“แม่นางอวี่ เจ้ามีคุณสมบัติที่ไม่ธรรมดาเลย น่าจะใช้สมาธิทั้งหมดไปในการฝึกยุทธ์ยิ่งระดับยุทธ์สูงเท่าใดก็จะยิ่งมีชีวิตยืนยาวเท่านั้น”
อวี่เหยียนอี้ถามพลางขมวดคิ้วว่า“ระดับยุทธ์ช่วยเพิ่มอายุได้ แต่หากเอ่ยถึงชั่วกัปชั่วกัลป์ ผู้ใดจะมีชีวิตเป็นอมตะได้เล่าเจ้าคะ”
เจียงฉางเชิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า“เวลานี้อาจเป็นไปไม่ได้ แต่วันหน้าก็มิใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ เจ้ารู้จักระดับยุทธ์ทุกระดับแล้วหรือไม่เล่าข้ามองจากระดับที่ข้ายืนอยู่แล้ว วิถีแห่งยุทธ์น่าจะต้องมีระดับขั้นที่สูงกว่านี้ซึ่งหมายความว่าอายุขัยที่จะเพิ่มขึ้นตามมาย่อมต้องมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยผู้ใดจะบอกได้แน่ชัดว่าวิถียุทธ์จะไม่มีระดับขั้นที่ทำให้เป็นอมตะกันเล่า”
อวี่เหยียนอี้นิ่งเงียบไป ทั้งสองรู้จักกันมายี่สิบห้าปีแล้วอวี่เหยียนอยู่ในเมืองหลวงเรื่อยมาและส่งของกำนัลมาทุกสามวันห้าวัน ไมตรีจิตนี้เจียงฉางเชิงย่อมมองเห็นอยู่ในสายตานางอาจทำเช่นนี้เพื่อตระกูลขุนนางประคองจันทร์ แต่เรื่องของความทุ่มเทนั้นก็ไม่อาจลบทิ้งไปได้
อวี่เหยียนก็นับว่าเป็นสตรีงามเลิศ คุณสมบัติในด้านอื่นๆ ก็ไม่เลว เรียกว่าเหมาะกับเจียงฉางเชิงจริงดังว่าเพราะอย่างไรเสียใต้หล้านี้ก็ยากจะมีสตรีที่ล้ำเลิศไปกว่านาง
แต่เจียงฉางเชิงไม่อาจแต่งงานกับนางได้ ด้วยนาง