ก็เป็นองค์ชายน้อยเลย ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีใครมองเขาอีก และยังพูดอีกด้วยว่านี่เป็นลูกคนเดียวของหนิงเป่ยอ๋อง ส่วนเขาก็เป็นเพียงลูกของสนม!
คำว่าสนมคำเดียวราวกับภูเขาลูกใหญ่ที่กดทับเขาเอาไว้ และปฏิเสธความสามารถและผลการเรียนของเขาทั้งหมด
จ้าวซวีจือหัวเราะเยาะออกมาเล็กน้อย
“ข้าขอบคุณท่านปรมาจารย์มากที่ช่วยคลายความสับสนของข้าในวันนี้” จ้าวซีจือพูดจบก็ลุกขึ้นยืน แววตาของเขายังเหมือนเดิม ไม่ได้ดูทิ่มแทง กระทั่งเรียกว่าอ่อนโยนได้ด้วยซ้ำ “ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องขอบคุณท่านปรมาจารย์ที่ช่วยชีวิตน้องรองของข้าไว้”
เมื่อพูดจบเขาก็บอกลา
เมื่อจ้าวซวีจือออกจากหอส่องชะตาไปแล้วก็พูดกับคนสนิทของเขาว่า “คอยจับตาดูหอส่องชะตาไว้อย่างลับๆ ดูว่านางติดต่อกับใครบ้าง”
โม่ชูเซิงคนนี้…ชื่อนี้คุ้นหูมาก เขาคิดเรื่องนี้มาตลอดสองวันที่ผ่านมาว่าเคยได้ยินที่ไหนสักแห่งมาก่อนหรือไม่
ตอนที่นางเอ่ยถึงรัชทายาท เขาจึงนึกขึ้นมาได้ทันที
ตอนนั้นเซียวอวี้หรงและรัชทายาทไปฝากตัวเป็นศิษย์อาจารย์ด้วยกัน เขาเองก็บังเอิญอยู่ในเมืองหลวงพอดี เวลานั้นเขาไม่ค่อยพอใจเท่าไรนักเพราะเขาก็อยากจะกราบหลีซื่อเหยี่ยนเป็นอาจารย์เหมือนกันแต่กลับโดนปฏิเสธ
ตอนนั้นหลีซื่อเหยี่ยนบอกว่าเขามีชื่อโม่ชูเซิงอยู่คนหนึ่ง ซึ่งมีนิสัยจู้จี้จุกจิกนัก ไม่ว่าเขาจะเลือกรับศิษย์คนไหนก็จะต้องให้นางพอใจด้วยจึงจะได้
เวลานั้นเขาได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยเยาะ
โม่ชูเซิงนั่นก็ไม่เคย