้ไม่มีวาสนาเป็นศิษย์อาจารย์กับข้า” เซี่ยเฉียวเอ่ยปากเพื่อปิดประตูใดๆ ทันที
หนิงเป่ยอ๋องใจเต้นแรง “นั่น…”
เดิมทีเขาคิดว่าปรมาจารย์ท่านนี้จะเรียกร้องอะไรบางอย่าง…
ตอนนี้นางเอ่ยเช่นนี้ออกมา เขายังจะทู่ซี้ต่อไปได้อย่างไรอีก
“ข้าเคยชินกับการสันโดษตัดขาดทางโลกเสียแล้ว และก็ดูแลเด็กไม่ได้ หากท่านอ๋องเป็นกังวลเรื่องลูก ต่อไปหากเกิดเรื่องเช่นนี้อีกก็สามารถไปหาข้าได้ที่หอส่องชะตา” เซี่ยเฉียวเอ่ย
หนิงเป่ยอ๋องได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง
แต่เขาก็ไม่อาจบังคับให้ปรมาจารย์รับศิษย์ได้ ได้แต่ต้องปล่อยให้นางจากไปเท่านั้น
แต่เขาได้จดจำชื่อหอส่องชะตานี้เอาไว้ในใจแล้ว
สำหรับเขาแล้วชีวิตลูกชายของเขาอยู่เหนือสิ่งอื่นใด เงินเพียงเล็กน้อยนี้ไหนเลยจะเปรียบเทียบกับน้ำใจอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้
เซี่ยเฉียวออกจากคฤหาสน์นี้ไปแล้วก็นำต้าสยงกลับไปที่หอส่องชะตาก่อน
หลังจากที่นางกลับมาถึงหอส่องชะตาได้หนึ่งชั่วยามก็มีแขกมาหานาง ซึ่งก็คือลูกชายคนโตของหนิงเป่ยอ๋องนั่นเอง
เขาได้รับข่าวสารเร็วเช่นนี้ย่อมเห็นได้ชัดว่าคนคนนี้คอยแอบสืบข่าวคราวอยู่ตลอด
บนชั้นหนึ่งของร้านนี้ก็มีพื้นที่รับแขก เวลานี้ผู้ดูแลฉังยกชามาให้คุณชายใหญ่คนนั้นที่มามอบของขวัญขอบคุณ
ของขวัญขอบคุณนี้…
กลับเป็นแส้ปัดขนเงินด้ามทองคำอันหนึ่ง!
ไม่รู้ว่าเขาซื้อมันมาจากไหน ของเช่นนี้นับว่าหายากจริงๆ!
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าของสิ่งนี้จะหายากแค่ไหน แต่ก็เที