ายบังคมเสด็จพ่อ เสด็จแม่” จ้าวซวีจือนอบน้อมเคารพอย่างยิ่ง
สีหน้าหนิงเป่ยอ๋องไม่ค่อยดีและไม่ได้บอกให้เขาลุกขึ้นได้ แต่กลับเอ่ยขึ้นว่า “อาการป่วยอวี้จือดีขึ้นมากแล้ว ท่านหมอบอกว่า ขอแค่บำรุงดีๆ เขาก็อาจจะกลับมาเหมือนเดิมได้ในสองสามเดือน”
“จริงหรือ หากเป็นเช่นนั้นก็ดียิ่ง! หลายวันมานี้น้องรองได้แต่นอนอยู่บนเตียงทุกข์ทรมานจริงๆ ข้าในฐานะพี่ใหญ่ก็ร้อนใจกินไม่ได้นอนไม่หลับ” สีหน้าจ้าวซวีจือกลับฉายแววประหลาดใจ
หนิงเป่ยอ๋องคอยสังเกตท่าทีของเขาอยู่ตลอดเวลา
เวลานี้เมื่อท่านอ๋องได้เห็นท่าทางยินดีของเขาที่ดูไม่เหมือนเสแสร้งแกล้งทำก็มีสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย
“วันนี้ข้าได้เชิญปรมาจารย์สองสามท่านมาจนได้พบสิ่งที่ทำร้ายน้องชายของเจ้า ตอนนี้ปรมาจารย์ได้เอาของนั่นไปแล้ว แต่ข้าได้ยินมาว่ามันเป็นของที่เจ้าให้มา…”
ทันทีที่สิ้นเสียงพูดของหนิงเป่ยอ๋อง จ้าวซวีจือก็ต้องมองเขาด้วยสีหน้าตกใจทันทีพลางพึมพำว่า “ของ ของที่ข้าให้? แต่ แต่ของที่ข้าให้ทุกชิ้นจะต้องถูกหมอหลวงตรวจสอบก่อนอยู่แล้วนี่?”
“ไม่ใช่ยาพิษ แต่เป็นของคุณไสย” หนิงเป่ยอ๋องไม่พูดอะไรมาก “เจ้าจำลูกข่างสีทองนั่นได้หรือไม่ เจ้าได้มันมาจากไหนหรือ เหตุใดต้องให้อวี้จือ เจ้า…คิดอะไรอยู่กันแน่!”
หลังจากที่หนิงเป่ยอ๋องพูดจบเขาสีหน้าของเขาก็เย็นชาไร้เยื่อใยทันที
จ้าวซวีจือรู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาในทันที
“ลูกข่างสีทอง…” จ้าซวีจือพึมพำขึ้นมา จากนั้นก็หมอบลงบนพื้นทั