ศษที่เหน็ดเหนื่อยฝึกฝนมาทั้งชีวิตเพียงเพื่อที่จะได้มีทักษะในการเข้าใจหยินและหยางเท่านั้น” จ้าวเสวียนจิ่งพยักหน้า มือของเขาก็ไม่ได้แกะเมล็ดแตงอีกต่อไปแล้ว
เมื่อเซี่ยผิงกั่งได้ยินเช่นนั้นเขาก็โล่งใจทันที
เขาคิดเช่นนั้นถูกแล้ว
“ขุนนางเซี่ยกำลังเป็นกังวลว่าข้าจะนำเรื่องนี้ไปรายงานเสด็จพ่อ แล้วจับนางไปเผาอย่างนั้นหรือ” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยถาม
สีหน้าเซี่ยผิงกั่งตึงเครียดขึ้นมาทันที
จ้าวเสวียนจิ่งขมวดคิ้ว “ในใจของเจ้าคิดว่าข้าเป็นคนเลวทรามเช่นนั้นหรือ ช่วงที่ผ่านมานี้ข้าไม่เคยพูดจาหลอกลวงเจ้าเลย เหตุใดเจ้าจึงไม่มีความเชื่อใจข้าได้ขนาดนั้น”
เซี่ยผิงกั่งนึกย้อนไปครู่หนึ่ง
รัชทายาทพูดอะไรกับเขาหนอ…
อืม รัชทายาทมักจะชื่นชมความสามารถของเขาอยู่บ่อยครั้ง เขาบอกว่าแม้ก่อนหน้านี้ตระกูลเซี่ยจะมีภูมิหลังที่ไม่ค่อยดี แต่หลังจากที่พวกเขาเข้ามาอยู่ที่เมืองหลวงแล้วก็ขยันขันแข็งตั้งใจทำงาน บุตรสาวที่ตระกูลเซี่ยเลี้ยงดูมาก็มีจิตใจที่บริสุทธิ์และสง่างาม
รัชทายาทเห็นว่าเขาจงรักภักดีมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นเขาจึงให้ความสำคัญกับตระกูลเซี่ย
“ข้าเป็นห่วงน้องสาวจึงได้คิดมากไปหน่อย ขอฝ่าบาทประทานอภัย” เซี่ยผิงกั่งเอ่ยอย่างละอายใจ
“ต่อไปอย่าได้คิดเช่นนี้อีก” จ้าวเสวียนจิ่งนั่งหลังตรงสง่างาม สีหน้าเคร่งขรึมและฉายแววปวดใจ หลังจากผ่านไปสักพักเขาก็เอ่ย “เรื่องนี้ข้าจะไม่ใส่ใจอีกแล้วกัน พวกเจ้าทั้งสองพี่น้องนั้นผูกพ