กลับรู้สึกนั่งไม่ติดเล็กน้อย
โดยเฉพาะเมื่อเขาเห็นเซี่ยเฉียวกระซิบกระซาบเสียงอบอุ่นกับเด็กๆ ตระกูลหลินสามคนนั่น ในใจเขาก็รู้สึกแปลกๆ
ทำไมพี่หญิงใหญ่ต้องยิ้มหวานขนาดนี้กับเด็กบ้านอื่นด้วย
เด็กผู้ชายตัวดำๆ คนหนึ่งกับเด็กผู้หญิงหน้าตาขี้เหร่สองคนไม่ได้ดูดีเท่ากับน้องสาวของเขาเลย
“พี่หญิงใหญ่ บ้านเราไม่มีเงินแล้วไม่ใช่หรือ ทำไมวันนี้ยังกินเนื้อกันเล่า” เซี่ยผิงไหวจงใจเอ่ยขึ้นมา เขาพูดจบแล้วยังเอื้อมไปหยิบน่องไก่มาวางไว้ตรงหน้าตนเองก่อนจะกัดมันทันที จากนั้นก็จ้องมองไปที่เด็กทั้งสองคนด้วยท่าทางอวดดี
เซี่ยเฉียวรู้สึกหมดคำพูด
หลังปีใหม่เขาก็นับได้ว่าอายุสิบสามปีแล้วแต่กลับยังทำตัวเหมือนเด็กสามขวบ!
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเซียวอวี้หรงจึงได้ผัดผ่อนการกราบอาจารย์เป็นทางการมาจนถึงตอนนี้!
ถ้าหากนางเป็นศิษย์น้องเซียวแล้วต้องมาเห็นเด็กที่น่ารำคาญเช่นนี้ก็คงกินข้าวไม่ลง!
คนตระกูลหลินรู้สึกอักอ่วนเล็กน้อย
เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนั้นออกมาก็ไม่กล้าที่จะกินข้าวต่อแล้ว
“โรคพูดเหลวไหลไร้สาระของน้องชายข้าไม่รู้เมื่อไรจะรักษาหายเสียที” เซี่ยเฉียวทอดถอนใจอีกครั้งก่อนจะหันไปมองผู้เฒ่าหลิน “ท่านตาหลิน ท่านเป็นหมอก็น่าจะฝังเข็มเป็นใช่หรือไม่”
“แน่นอน” ชายชราพยักหน้าทั้งที่ไม่รู้ว่านางถามเรื่องนี้ทำไม
“ท่านว่าโรคนี้ของน้องชายข้าจะรักษาได้อย่างไร จะต้องฝังเข็มลงไปบนกระหม่อมสักกี่เข็มดี หรือว่าแค่เย็บปากไปเสียเลยก็ได้ ต