เขียนนักกวีหลายคนยืนอยู่ที่นั่น และกำลังคุยโม้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
เซี่ยเฉียวก้มหน้าก้มตา
“บทกลอนของคนคนนี้ไม่สละสลวย ยังคิดที่จะสอบจอหงวนอีก ฝันไปเถอะ!”
“หยาบคาย หยาบคาย! แม้ว่ากลอนที่เขาเขียนจะไม่ค่อยดีนัก แต่เจ้าพ่นคำหยาบคายเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร ทำให้หูของข้าแปดเปื้อนเสียจริง!”
“ชีวิตนี้ของข้าสั้นนัก ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน หากข้ายังมีชีวิตอยู่ คนพวกนี้หรือจะมีโอกาสเชิดหน้าชูตาเช่นนี้”
“…”
เซี่ยเฉียวได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกอึดอัด
นางขอห้องส่วนตัวอย่างรวดเร็ว
ก่อนจะรีบขึ้นไปชั้นบนทันที แต่ตอนที่นางเพิ่งจะก้าวขึ้นบันไดเท่านั้นก็มีลมหยินสายหนึ่งพัดผ่านเข้ามา นางคว้าจับผ้าคลุมหน้าเอาไว้แต่ก็จับไม่อยู่ มันจึงยกเปิดขึ้นทันที
“…” เซี่ยเฉียวตกตะลึง
“แค่เห็นรูปร่างก็รู้ได้เลยว่าเป็นหญิงงามคนหนึ่ง ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้!” วิญญาณของบัณฑิตซึ่งอยู่ไม่ไกลคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าสง่างาม
เซี่ยเฉียวขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
พวกวิญญาณขยะ!
“พวกเจ้ารู้สึกไหมว่าผู้หญิงคนนี้ดูแตกต่างไปจากคนอื่นๆ พอผ้าคลุมหน้าปิดคลุมลงมา นางก็มองมาที่ข้าทันที เป็นไปได้ไหมว่านางจะมองเห็นพวกเรา”
“ข้าได้ยินมาว่ามีผู้วิเศษในเมืองหลวงแห่งนี้ที่เข้าใจหยินหยางได้ แต่นางเป็นนักพรต แม่นางผู้นี้ค่อนข้างอ่อนแอ นางไม่น่าจะมีความสามารถขนาดนั้นนะ”
เซี่ยเฉียวพ่นลมหายใจ
“แม่นางเซี่ย” เซี่ยเฉียวขึ้นไปยังชั้นบน แต่แล้วนางก