นั่นยังไม่นับว่าเป็นขุนนางหรอก
“น้องหญิงใหญ่ เจ้ากินให้มากกว่านี้เสียหน่อยสิ” เซี่ยผิงกั่งคีบน่องไก่มันเยิ้มอันใหญ่ให้เซี่ยเฉียว
เซี่ยเฉียวหนังตากระตุกทันที
แม่ครัวที่บ้านนี้ทำอาหารไม่ค่อยอร่อย สู้ฝีมือการทำอาหารของท่านยายวั่นและชุนเอ๋อร์ไม่ได้
หากนางกินน่องไก่นี้ลงไปคำหนึ่งคงต้องเสี่ยงตายเพราะความมันนี้แน่
หลูซื่อเหลือบมองเซี่ยเฉียวด้วยสีหน้าละอาย “เฉียวเอ๋อร์ เย่ว์เอ๋อร์นาง…ไม่รู้ความ เจ้าอย่าถือสานางเลยนะ…”
“ท่านแม่ไม่ต้องกังวล ก็แค่คนนอกพวกนั้น ข้าไม่เก็บมาใส่ใจหรอก” เซี่ยเฉียวแสร้งทำเป็นซื่อ และเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้นาง
หลูซื่อรู้สึกหนาวเหน็บถึงขั้วใจหัวใจ
“หากท่านแม่รักใคร่เอ็นดูนาง จะออกไปพบนางเป็นบางครั้งก็ได้ ไม่ใช่ว่าข้าดูถูกตระกูลเผย แต่เป็นเพราะตระกูลเผยเลี้ยงดูนางออกมาให้เป็นคนอย่างไรก็เท่านั้นเอง ข้าได้ยินมาว่าเรื่องนี้รัชทายาทเป็นคนตัดสินเอง ท่านแม่ไม่ควรที่จะพร่ำบ่น หาไม่เช่นนั้นแล้วหากเรื่องนี้แพร่ออกไป คงไม่มีใครในบ้านเราปกป้องพวกท่านได้” เซี่ยผิงกั่งเอ่ยปากขึ้นอีก
“ข้าจะพร่ำบ่นอะไรได้ แต่นี่คือที่บ้าน ข้าถึงได้…” หลูซื่อเอ่ยอย่างรวดเร็ว
นางยังพูดไม่ทันจบ เซี่ยผิงกั่งก็มองไปที่นางอย่างเคร่งขรึม “ที่บ้านก็พูดจาเหลวไหลไม่ได้ บ่าวรับใช้มากมายขนาดนี้ มากคนมากความ เรื่องไม่เป็นเรื่องแพร่ออกไปก็เป็นเรื่องได้ ข้าได้ยินมาว่าในปีนั้นที่รัชทายาทเกิดเรื่อง มีฮูหยินบ้านหนึ่งพู