กลอกตาและฝืนเอาตัวรอดไปได้เลยทีเดียว
องครักษ์โจวอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวล
เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยและมองไปยังเจ้านายของตนเอง
สีหน้าเขาดูสงบนิ่งมากราวกับไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรไม่เหมาะสม ความสามารถในการยอมรับของเขาช่างน่าทึ่งจริงๆ
“วันนี้ใครเป็นหมอที่อยู่เวรในสำนักศึกษา ให้เขาเตรียมตัวหน่อย…” จ้าวเสวียนจิ่งหยุดคิดครู่หนึ่ง “เจ้าไปที่วัง ไปเอายาดีๆ มา พวกที่บำรุงหัวใจบำรุงปราณ รักษาบาดแผลภายนอก…”
เซี่ยเฉียวเพิ่งจะได้รู้เรื่องวิชาช่วงบ่ายหลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม
นางขมวดคิ้วใบหน้าเคร่งขรึม
กระบี่…
นางไม่เป็นนี่!?
ทว่า…
มันไม่น่าจะต่างกันมากกับเวลาที่นางใช้กระบี่อาคมกำจัดปีศาจใช่ไหม
นางมีกระบี่อาคมแบบพกพาด้วย แต่กระบี่ที่อาจารย์มอบให้นางนั้นหนักเล็กน้อยจึงเก็บไว้ที่วัดสุ่ยเย่ว์ไม่ได้นำมาด้วย ในตะกร้าไม้ไผ่มีกระบี่ไม้ท้อขนาดแตกต่างกันอยู่เพียงไม่กี่เล่ม
ความหมายของกระบี่นั้นค่อนข้างพิเศษ ดังนั้นบนเสื้อคลุมเต๋าที่นางสวมก่อนหน้านี้จึงมีริ้วรูปกระบี่สองเล่ม เรียกว่าฮุ่ยเจี้ยน ซึ่งหมายถึงการขจัดความกังวล ราคะ และความโลภ
เซี่ยเฉียวคิดว่าตนเองพอเข้าใจการฝึกกระบี่แล้ว
ดีกว่าการขี่ม้ายิงธนู ซึ่งนางทำไม่ได้จริงๆ
หากนางขึ้นไปบนหลังม้าด้วยร่างกายนี้ วิญญาณของนางก็อาจจะถูกกระแทกหลุดออกไปเลยก็ได้
แต่ทั้งสองวิชานี้อย่างไรก็ต้องเข้าเรียน ซึ่งแต่ละครั้งนางจะต้องเรียนเป็นเวลาครึ่งชั่วยาม
เซี่ยเฉียวรู้สึกปวดห