ดเวรข้ามเขาไปสองสามวันก็พอแล้ว
คงไม่ดีแน่ถ้าเขาทูลองค์ชายว่าเจ้าเด็กฉินจื้อนี้ไม่รู้ความ คิดสงสัยในสายพระเนตรของพระองค์ ไม่เชื่อในความสามารถของแม่นางเซี่ยครึ่งเซียน ดังนั้นตอนที่แม่นางเซี่ยอยู่ด้วยเขาจึงไม่ใส่ใจคำพูดของนาง?!
ทว่าตอนนี้…
องครักษ์โจวก็ได้มาอยู่ต่อหน้าจ้าวเสวียนจิ่งแล้ว
เขาคุกเข่าลงกับพื้นแล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมด
“ต้องโทษข้าน้อยที่ไม่ได้คอยกำกับดูแลให้ดีและกระตุ้นเขา ตอนนี้อาการป่วยของเขา…ค่อนข้างหนัก ท่านหมอมาตรวจและให้เขากินยา แต่ก็ไม่ดีขึ้นเลย ระหว่างทางข้ายังแอบพาเขาไปหานักพรตสองสามรูป ทุกรูปบอกว่าเขาโดนของสกปรก ให้เขาดื่มน้ำมนต์จนเต็มท้องก็ยังไม่ได้ผล” องครักษ์โจวเอ่ย
จ้าวเสวียนจิ่งเหลือบมองเขา
“เจ้าหมายถึงระหว่างทางมานี้ เขามีชีวิตรอดอยู่ได้ด้วยของจากวัดสุ่ยเย่ว์น่ะหรือ” จ้าวเสวียนจิ่งขมวดคิ้วเอ่ยถาม
“ขอรับ อาจารย์ของแม่นางเซี่ยให้กระดาษยันต์มาสิบกว่าใบให้เขาแปะติดตัวเป็นระยะๆ ทุกครั้งที่เอากระดาษยันต์ออก ก็จะพบว่ามันไหม้” โจวเว่ยจงพยักหน้าทันที
จากนั้นเขาก็หยิบกระดาษยันต์ที่ถูกไฟไหม้ก่อนหน้านี้ออกมาให้จ้าวเสวียนจิ่งดู
ในหัวของเขานึกถึงใบหน้าที่ ‘อ่อนแอ’ ของเซี่ยเฉียว
เขาขมวดคิ้ว ผ่านไปครู่หนึ่งก็เกิดความรู้สึกอยากหัวเราะขึ้นมาอีก
“บังเอิญวันนี้ข้าจะไปสำนักศึกษาหลวงพอดี ถือโอกาสนี้ไปเชิญนางดูเสียเลย เพียงแต่นางจะตอบรับหรือไม่ ข้าก็ไม่อาจรับประกันได้” จ้าวเสวียนจ