อายุตั้งขนาดนี้แล้วเพิ่งจะได้มาเข้าเรียน น่าเวทนาขนาดไหน”
“…”
ในชั่วขณะนั้นภายนอกก็เกิดการถกเถียงกันขึ้นมา
ครั้งนี้มีนักเรียนมาร่วมชมเรื่องสนุกกันประมาณสิบถึงยี่สิบคน ไม่นึกเลยว่าตอนนี้จะแบ่งเป็นสองฝักสองฝ่ายแล้ว!
เซี่ยเฉียวไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น เพราะประโยค ‘อายุตั้งขนาดนี้’ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของนาง
ถ้านางจำไม่ผิด วันเกิดของนางคือกลางเดือนเจ็ด ในระหว่างทางที่เดินทางมาเมืองหลวงนางยังทำบะหมี่อายุยืนให้ตัวเองชามหนึ่งอยู่เลย ตอนนี้นางเพิ่งจะอายุครบสิบหกปีเท่านั้น
เซี่ยเฉียวถอนหายใจอย่างเงียบๆ
วัดยังดีเสียกว่า
เพื่อที่นางจะได้แย่งเขาดื่มเหล้าไม่ได้ อาจารย์ของนางจึงมักบอกว่านางยังเด็กอยู่
สวีเหมี่ยนสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก “ไม่ต้องเถียงกันแล้ว นี่มันอะไรกัน!”
“ท่านอาจารย์ พวกเราทวงความยุติธรรมแทนท่านนะ ใต้เท้าเซี่ยท่านนี้ลบหลู่สำนักศึกษาของเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่านทำอย่างนี้ถูกแล้ว!” นักเรียนบางคนพูดขึ้นด้วยความโกรธ
“ลบหลู่ เดิมทีสำนักศึกษาของเราก็มีค่าเล่าเรียนอยู่แล้ว และก็เป็นที่รู้กันทั่วไปไม่ได้ทำลับๆ ล่อๆ ใต้เท้าเซี่ยจะลบหลู่อย่างไรล่ะ ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าก็มอบของขวัญที่มีมูลค่าพอๆ กันเพื่อให้ได้เข้าเรียนหรอกหรือ”
“เจ้าต่างหากที่กำลังดูหมิ่นสำนักศึกษา!”
“พวกเราก็แค่ว่ากันไปตามเนื้อผ้าเท่านั้น!”
เมื่อสวีเหมี่ยนเห็นคนพวกนี้ทะเลาะกันจนหน้าดำหน้าแดงก็รู้ทันทีว่าเขาทำอะไรผิดไป
เมื่อสองปีก่อน