ั้งที่มายืมหนังสือ พวกเขาก็จะต้องทำงานหนักหน่อย”
แน่นอน ไม่ใช่ว่าสำนักศึกษาอีกสองแห่งจะไม่ดี
เพียงแต่ในสำนักศึกษาของราชสำนักมีหนังสือหายากมากเหลือหลาย
ว่ากันว่าตอนที่จัดตั้งสำนักศึกษาแห่งนี้ขึ้นมา หนังสือในคลังท้องพระโรงถูกย้ายมาไว้ที่นี่จนหมดแล้ว
เซี่ยเฉียวได้ยินดังนั้นก็ตาเป็นประกายขึ้นมา “พวกเจ้าสองคนอยู่ห้องไหนหรือ การบ้านเป็นอย่างไรบ้าง”
พอนางถามคำถามนี้ออกมา มือของทั้งสองคนก็หยุดเคลื่อนไหวทันที ก่อนที่คนหนึ่งจะก้มหน้า ส่วนอีกคนก็สายตาเลื่อนลอย
“เจ้าพวกนี้หรือ โง่จะตาย เจ้ายังจะหวังว่าพวกนี้จะมีความสามารถอะไรหรือ” เซี่ยผิงกั่งยิ้มเยาะ “เดือนที่แล้วเซี่ยผิงไหวเพิ่งจะหักขาคนอื่นไป ข้าต้องเอาเงินไปชดใช้ให้เขา”
พูดว่าไปชดใช้เงิน ไม่สู้พูดว่าไปข่มขู่เขาจะดีเสียกว่า
“ส่วนน้องเล็กนี่” เขาชี้ไปที่เซี่ยซี “งกเงิน ถึงจะจำที่อาจารย์สอนไม่ได้ก็ช่างเถอะ อย่างไรก็คงไม่ค่อยได้ใช้ แต่เดือนที่แล้วนางเผลอเอาเงินไปเก็บไว้ในกระเป๋าหนังสือของอาจารย์ กลับมาบ้านร้องห่มร้องไห้ตลอดวัน ข้าก็ไปเอากลับมาให้”
“…” เซี่ยเฉียวหนังตาเต้นกระตุก
ไม่สิ นี่ไม่น่าใช่น้องสาวน้องชายของนาง
“ทำไมถึงเอาไปเก็บไว้ในกระเป๋าเงินของคนอื่นหรือ” เซี่ยเฉียวจ้องหน้านาง
พูดถึงเรื่องนี้ ดวงตาที่ไม่ค่อยมีชีวิตชีวาของเซี่ยซีก็เจืออารมณ์โกรธขึ้นมา “กระเป๋าหนังสือของอาจารย์ไม่มีใครกล้าแตะต้อง ข้าใส่ไว้ชั่วคราว แต่มันถูกเอาไป”
“ใส่ไว้