ดที่ชื่อว่า…เมืองสือฝั่งด้วย” เซี่ยเฉียวยังคงก้มหน้า เอ่ยเสียงแผ่วเบา
ดูไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ง่ายต่อการละเลย
ท่าทางคล้ายเด็กเล็กๆ ที่หวาดกลัว
“ท่านมีญาติอยู่ในเมืองหรือ” จ้าวเสวียนจิ่งถามขึ้นอีก
“ใช่” เซี่ยเฉียวพยักหน้า “ท่านแม่และน้องสาว”
จ้าวเสวียนจิ่งเม้มปาก แล้วพยักหน้าลง “ย่อมได้ แต่ข้ามีเรื่องจะถามท่านสักสองสามคำ ไม่รู้ว่าแม่นางพอจะให้คำตอบได้หรือไม่”
“ค่อยถามตอนอยู่ในรถม้าเถิด ตอนนี้ข้าเหนื่อยมาก” เซี่ยเฉียวศีรษะตกลงเล็กน้อย
องครักษ์โจวและคนอื่นๆ ที่ติดตามคุณชายมาตลอดย่อมรู้ดีว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษ แต่เมื่อเห็นว่าครึ่งเซียนอยู่ในสภาพน่าสงสารเช่นนี้แล้ว ก็รู้สึกผิดจนไม่กล้าแม้แต่จะมองดูนาง กลัวว่าน้ำเสียงของคุณชายจะเย็นชาและรุนแรงเกินไป
จ้าวเสวียนจิ่งมองตามเซี่ยเฉียวไป
ครึ่งเซียนผู้นี้…งดงามทีเดียว
แม้จะพูดจาชักช้าน่ารำคาญไปบ้าง แต่ก็ไม่อาจโกรธนางได้ ทำได้เพียงรู้สึกสงสารเท่านั้น
เขาไม่ชอบเห็นผู้หญิงร้องไห้คร่ำครวญมากที่สุด เพราะฟังน่ารำคาญคล้ายมียุงบินว่อน ดังนั้นการต้องมาฟังคำพูดของครึ่งเซียนเช่นนี้ จึงรู้สึกราวกับได้ยินเสียง ‘ทู ทู ทู’ เท่านั้น
เซี่ยเฉียวอ่อนล้าเกินกว่าจะนึกอะไรอื่น เพียงอุ้มต้าซยงไว้แล้วขึ้นรถม้าของชายสูงศักดิ์ผู้นี้ไป
“ต้อง… เอามันขึ้นรถด้วยหรือ” ใจของจ้าวเสวียนจิ่งร่วงวูบลงไป
เผลอเอนหลบไปโดยไม่รู้ตัว
เซี่ยเฉียวก้มศีรษะลง เอนไปทางประตูรถเล็กน้อย กอดไก่ตัวใหญ่เ