วเมื่อไปถึงเมืองหลวงแล้ว เจ้าก็พูดจาดีๆ อย่าเรียกเขาว่าท่านลุงเซี่ย ให้เรียกท่านพ่อ เช่นนั้นจะได้ฟังดูเป็นครอบครัวเดียวกัน”
“เรียกท่านพ่อหรือเจ้าคะ หากเรียกแล้วท่านลุงเซี่ยจะอารมณ์ดีไหม…” อันที่จริงเผยหว่านเย่ว์เตรียมตัวมาพร้อมทีเดียว
ไม่ว่าตระกูลเผยจะมีความดีงามเพียงใด แต่ก็เป็นเพียงตระกูลของพ่อค้าไม่ใช่ขุนนาง
หลังจากพ่อของนางตายไป ตระกูลเผยก็ไม่เหลืออะไรอีก ครั้งนี้นางเดินทางไปยังเมืองหลวงเพื่อตั้งใจเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลเซี่ย
“ต้องอารมณ์ดีสิ เขายังเคยพูดถึงเจ้าก่อนหน้านี้เลย” หลูซื่อยืนกราน
ช่วยให้อารมณ์ของเผยหว่านเย่ว์สงบลงมาก
ขณะนั้นเซี่ยเฉียวถือถุงหนอนตากแห้งไว้ในมือ จากนั้นเทลงในชามขนาดเล็ก และมองดูไก่ตัวใหญ่ของนางกินอย่างเอร็ดอร่อย
“เฮ้อ” เมื่อเข้าสู่ทางลาดชันอีกครั้ง เซี่ยเฉียวก็ถอนหายใจออกมา
สักพักนางก็หันไปด้านนอก แล้วพูดกับคนด้านนอกว่า “หยุดรถ”
คนขับรถม้าด้านนอกไม่เข้าใจจึงตะโกนถามกลับไป “คุณหนูใหญ่มีเรื่องอะไรหรือขอรับ ฮูหยินบอกไว้ว่าวันนี้ให้รีบเดินทาง อยากให้ถึงเขตเมืองก่อนฟ้าจะมืด”
การเดินทางครั้งนี้ของหลูซื่อมีผู้ติดตามมาด้วยประมาณยี่สิบคน
ทีแรกรถม้าคันนี้เป็นของเผยหว่านเย่ว์ หากครอบครองไว้ได้เพียงครึ่งทางก็ต้องคืนให้เจ้าของ
ถึงจะรู้ดีว่าควรต้องเตรียมสาวใช้ไว้ให้นาง แต่หลูซื่อก็ไม่ได้เตรียมเอาไว้ให้ ดังนั้นนางจึงต้องเอ่ยคำสั่งออกมาด้วยตนเองแบบนี้