ห้เขาแยกแยะทิศทางได้อย่างสะดวก
เจียงจื่ออวี้มองบิดาของตน เวลานี้ความคับข้องใจที่สั่งสมอยู่ภายในใจเขาถูกขจัดไปจนหมดสิ้น แทนที่ด้วยปณิธานแห่งการต่อสู้และความมุ่งหวัง
บิดาก็คือผู้หนุนหลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา เขาเพียงแต่ไม่ต้องการรบกวนบิดาร่ำไป เพราะตัวเขาเองก็มีเกียรติภูมิในตน แต่เวลานี้ถึงขั้นที่หมดสิ้นหนทางเดินแล้ว และบิดาก็ก้าวออกมาทันท่วงที ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองมิได้หัวเดียวกระเทียมลีบ
ใบหน้าของเจียงจื่ออวี้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ถามไปว่า “ท่านอาจารย์จะสู้อย่างไรขอรับ”
เจียงฉางเซิงเหลือบตามองเขา กล่าวว่า “เจ้าเป็นฮ่องเต้ เจ้าอยากสู้เช่นใดก็สู้เช่นนั้น อาจารย์หนุนหลังเจ้าเป็นพอ”
ได้ยินเช่นนี้ เจียงจื่ออวี้ก็ยิ่งยิ้มกว้างมากกว่าเดิม เขาวางถ้วยชาลง แค่นเสียงกล่าวว่า “เช่นนั้นก็บุกเข้าไปประจันหน้า เปิดศึกเป็นตายที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ ถึงยามนั้นขอให้ท่านอาจารย์มายังสนามรบเป็นกำลังเสริมให้ทัพต้าจิ่งขอรับ!”
เขากลายเป็นฮ่องเต้ที่เด็ดเดี่ยวฮึกเหิมและไม่แยแสต่อใต้หล้าอีกคราแล้ว!
เจียงฉางเซิงพยักหน้ายิ้ม จากนั้นก็เริ่มลิ้มรสน้ำชา
ต้องพูดทีเดียวว่าไม่ว่าอย่างไรน้ำชาในวังก็เลิศรสนัก
เจ้าหนุ่มนี่เห็นแก่ตัว