ระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นั้น โม่จิ่วเยี่ยก็หยิบเอาป้ายประจ าตัวของขันทีหลิวออกมาแสดงต่อหน้าพวกทหารทหารยามรับป้ายประจ าตัวมาตรวจสอบ จากนั้นก็ส ารวจเสื้อผ้าที่โม่จิ่วเยี่ยใส่อยู่ แล้วรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มทันที่“ขอท่านขันทีโปรดรอสักครู่ ข้าน้อยจะเปิดประตูให้เดี๋ยวนี้ขอรับ”ประตูวังค่อย ๆ เปิดออกโม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านรีบเดินเข้าไปส าหรับต าแหน่งที่ตั้งภายในวังหลวงนั้นสามารถบอกได้ว่า แม้โม่จิ่วเยี่ยหลับตาก็ยังสามารถแยกแยะต าแหน่งต่าง ๆ ได้ในวังมีขันทีและนางก านัลมากมาย การเห็นคนแปลกหน้าสองคนจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ด้วยเหตุนี้ ทั้งคู่จึงไม่ได้พยายามหลบซ่อนมากนัก เดินไปตามทางปูหินสีเขียวอย่างเป็นธรรมชาติเมื่อเห็นกองทหารลาดตระเวนเดินผ่านไป เฮ่อจือหร่านก็ตรวจดูรอบ ๆ ก่อนจะถามเสียงเบาว่า“ท่านพี่ พวกเราจะไปที่ใดก่อน?”“ข้าอยากไปต าหนักของหยวนกุ้ยเฟยก่อน” โม่จิ่วเยี่ยตอบเสียงเบาเช่นกัน
เฮ่อจือหร่านก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน หากไม่มีอะไรผิดพลาดหยวนกุ้ยเฟยยังคงเชื่อว่าโม่จิ่วเยี่ยเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของนางจริง ๆยิ่งไปกว่านั้นโม่จิ่วเยี่ยตั้งแต่เด็กก็เข้าออกที่พ านักของหยวนกุ้ยเฟยอยู่บ่อยครั้ง เขาจึงค่อนข้างคุ้นเคยกับนางตอนนี้สถานการณ์ภายในวังยังไม่แน่ชัด ไม่รู้ว่าจักรพรรดิซุ่นอู่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ วิธีที่ดีที่สุดคือหาคนคุ้นเคยมาสอบถาม เพื่อที่พวกเขาจะได้รู้ก่อนจะด าเนินการขั้นต่อไประหว่าง