้า ส่วนโม่จิ่วเยี่ยรับหน้าที่เป็นคนขับ
ตามปกติแล้ว เวลานี้ควรจะเป็นเวลาที่ประตูเมืองเปิดแล้ว แต่ประตูใหญ่ยังคงปิดสนิทอยู่ที่หน้าประตูมีผู้คนเข้าแถวรอคอยอย่างเป็นระเบียบแล้วแม้โม่จิ่วเยี่ยจะรู้สึกสงสัยในใจว่าท าไมประตูเมืองถึงเปิดช้ากว่าปกติ แต่เขาก็ยังคงไม่แสดงอาการใด ๆ ขับรถม้าไปต่อท้ายแถวเบื้องหน้าของเขาคือคู่สามีภรรยาหนุ่มสาว ในอ้อมกอดอุ้มทารกน้อยอายุประมาณหนึ่งขวบหญิงสาวคนนั้นน ้าตาคลอ จ้องมองทารกน้อยในอ้อมแขนของสามี“ท่านพี่ พวกเราไปขอร้องท่านขุนนางผู้เฝ้าประตูกันเถิด! หากล่าช้าต่อไป ข้าเกรงว่าหู่โถวจะไม่รอด”“ขอร้องก็ไร้ประโยชน์ เจ้าไม่เห็นหรือว่าเมื่อครู่มีคนรีบเข้าเมืองไปหาเจ้าหน้าที่ผู้เฝ้าประตูแล้วถูกเฆี่ยนด้วยแส้”“แต่ว่า อาการป่วยของหู่โถวรอไม่ได้แล้ว…” หญิงสาวผู้นั้นพูดไปพลางสะอื้นไห้ไปพลางเฮ่อจือหร่านสามารถได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนอย่างชัดเจนจากในรถม้า นางเปิดม่านรถและก้าวลงมา เดินเข้าไปใกล้คู่สามีภรรยาคู่นั้น
“สาวน้อย ข้ามีความรู้ด้านการรักษาอยู่บ้าง หากเจ้าเชื่อใจข้าข้าสามารถช่วยตรวจดูเด็กให้ก่อนได้”คู่สามีภรรยาเห็นว่าคนที่พูดเป็นสตรีแต่งกายหรูหรา ในดวงตาของพวกเขามีความสงสัยอยู่บ้างท้ายที่สุดแล้ว ในยุคสมัยนี้หมอที่รักษาโรคล้วนเป็นบุรุษ การที่พวกเขาจะมีความสงสัยก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแม้ในใจจะมีความสงสัย แต่เพื่อชีวิตของลูก ชายผู้นั้นก็ยังกล่าวด้วยความขอบคุณว่า “ถ้าเช่นนั้นก