ับคนอื่น นั่นคือเห็นแล้วต้องตกตะลึง
ดีที่นางไม่ได้แน่นิ่งไป นางเร่งเดินมาตรงหน้าเจียงฉางเซิงแล้วประสานฝ่ามือกำหมัดคำนับ กล่าวว่า “ผู้เยาว์อวี้เหยียนอี้มาจากสำนักหลังบัลลังก์ตระกูลขุนนางประคองจันทร์ ขอคารวะท่านเซียนฉางเซิงเจ้าค่ะ”
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นกล่าวว่า “ตระกูลขุนนางประคองจันทร์รึ ในเมื่อเรียกขานตนเองว่าเป็นตระกูลขุนนางก็ย่อมมิใช่ธรรมดา”
อวี้เหยียนอี้เอ่ยเบาๆ ว่า “ขอบคุณในคำชมของผู้อาวุโส ผู้เยาว์มาในครานี้ด้วยต้องการเชิญผู้อาวุโสไปพำนักที่ตระกูลขุนนางประคองจันทร์ ตระกูลขุนนางประคองจันทร์ยินดีดูแลผู้อาวุโส แต่หากผู้อาวุโสมีสำนักหลังบัลลังก์อยู่แล้ว เช่นนั้นก็แล้วไป ถือเสียว่ามาผูกมิตรเจ้าค่ะ”
เจียงฉางเซิงเผยรอยยิ้มน้อยๆ เอ่ยถามว่า “หากข้าตอบรับ ข้าต้องไปจากต้าจิ่งหรือไม่ ตระกูลขุนนางประคองจันทร์จะปกป้องต้าจิ่งหรือไม่”
อวี้เหยียนอี้ดีอกดีใจ กล่าวว่า “หากผู้อาวุโสไปที่ตระกูลขุนนางประคองจันทร์ได้ก็จะดียิ่งเจ้าค่ะ ตระกูลขุนนางประคองจันทร์ก็ยินดีจะรับดูแลต้าจิ่งด้วยเจ้าค่ะ”
รับดูแล?
เจียงฉางเซิงอดส่ายหัวไม่ได้
ไป๋ฉีค่อนแคะว่า “สำนักหลังบัลลังก์ก็คือสำนักหลังบัลลังก์ ไม่มีทางยอมขาดทุนเลย”
อวี้เหยียนอี้ปรายตาม