ตอนแรกมีชายฉกรรจ์สองคนยืนอยู่ที่ประตู พวกเขาก็ขยับเข้า มาใกล้ขึ้น ท่าทางชัดเจนมากว่าหากลูกค้าคนนั้นยังกล้าพูดอะไรอีก พวกเขาก็จะลงมือแน่นอน
ลูกค้าเห็นท่าทางแบบนี้ก็กลัวขึ้นมาจริง ๆ คนตรงหน้าเหมือนจะ ไม่ใช่คนที่เขาควรไปยุ่งด้วย
เขาพยายามลุกขึ้น ปัดฝุ่นออกจากตัว แล้วก็หนีไปอย่างอับอาย
พอมองเสี่ยวเอ้อร ์เหล่านั้นอีกครั้ง พวกเขากลับไปยังตาแหน่ง เดิมแล้ว
โม่จิ่วเยี่ยกับโม่ชูหานสบตากัน
“พี่แปด พวกเราไปดูจิงเซียนโหลวอีกที่กันเถอะ”
โม่ชูหานพยักหน้า ทั้งสองคนขึ้นม้าและจากไป
จิงเซียนโหลวอีกแห่งดูดีกว่าเล็กน้อย แต่ก็เพียงเสี่ยวเอ้อร ์เท่านั้น ส่วนการตกแต่งแทบไม่ต่างจากร ้านแรกที่พวกเขาเห็นเลย
ภายในร ้านมีลูกค้าไม่กี่คนเช่นกัน ดูจากสีหน้าตอนทานอาหาร ของพวกเขาแล้ว คงไม่ได้ดูมีความสุขนัก
โม่จิ่วเยี่ยเรียกโม่ชูหาน “พี่แปด พวกเราเข้าไปนั่งกันเถอะ”
สองพี่น้องเดินเข้าไปในห้องโถง ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าจะมีเสี่ยว เอ้อร ์มาต้อนรับ
โม่จิ่วเยี่ยเลือกที่นั่งริมหน้าต่างและสั่งอาหารมาสองอย่าง
ทั้งเขาและโม่ชูหานต่างเป็ นผู้ฝึกฝนวิชายุทธ ์ ดังนั้นการได้ยินจึง ดีกว่าคนทั่วไป
ในขณะที่พวกเขากาลังรออาหาร ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนกว่า สิบคนดังมาจากครัวด้านหลัง
โม่จิ่วเยี่ยยังสามารถบอกได้ว่าเสียงฝีเท้าเหล่านี้ล้วนเป็ นของผู้ มีวรยุทธ ์ทั้งนั้น