เขาพยักหน้าอย่างยากล าบาก“ท่านพ่อ ข้าคือโม่จิ่วเยี่ย พวกเราไม่ได้พบกันมาแปดปีแล้ว”เมื่อแปดปีก่อน โม่จิ่วเยี่ยยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบสามปี ไม่แปลกที่โม่ฉิงจะจ าเขาไม่ได้เพื่อให้น้องสะใภ้เก้าสามารถตั้งสมาธิปรุงยาแก้พิษได้อย่างสบายใจ เหล่าพี่ชายที่อยู่นอกรถม้าจึงไม่ยอมห่างไปจากรถม้า ทว่าก็ไม่กล้ารบกวน
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงได้ยินบทสนทนาระหว่างโม่จิ่วเยี่ยกับบิดาได้อย่างชัดเจนพี่ใหญ่รีบเปิดประตูรถม้าอย่างใจร้อน“น้องเก้า ท่านพ่อฟื้นขึ้นมาแล้วใช่หรือไม่?”เมื่อเห็นสีหน้าของบิดาที่ยังดูไม่อยากเชื่อนัก โม่จิ่วเยี่ยเห็นพี่ใหญ่มาก็ราวกับเห็นดาวแห่งความหวัง“พี่ใหญ่ ท่านพ่อตื่นแล้ว แต่เขาจ าข้าไม่ได้ ท่านรีบมาอธิบายให้ท่านพ่อฟังหน่อย ข้าคือโม่จิ่วเยี่ย”ตอนนี้พี่ใหญ่ไม่มีใจจะฟังค าพูดที่เหลือของโม่จิ่วเยี่ย ในสมองของเขามีเพียงค าว่า ‘ท่านพ่อตื่นแล้ว’ เท่านั้น ส่วนที่เหลือเขาไม่สนใจทันที่“ท่านพ่อ ท่านตื่นแล้วหรือ?”ส าหรับโม่จวินรุ่ยแล้ว โม่ฉิงยังคงจ าเขาได้ แม้ว่าพ่อลูกจะไม่ได้พบกันมาหลายปี แต่ตอนนั้นโม่จวินรุ่ยเป็นผู้ใหญ่แล้ว แม้ว่ารูปลักษณ์จะเปลี่ยนไปบ้าง ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนเหมือนโม่จิ่วเยี่ยที่เปลี่ยนจากเด็กหนุ่มเป็นผู้ใหญ่“จวิน…จวินรุ่ย…”
โม่ฉิงพูดอย่างยากล าบาก บุคคลตรงหน้ามีหน้าตาเหมือนบุตรชายคนโตของเขา แต่ดูซูบผอมกว่าคนในความทรงจ าของเขามาก