เช้าวันถัดมา หลังจากพี่สามพาคนออกไปแล้ว หนานรุ่ยก็ขับรถม้าที่ดูเรียบง่ายมาด้วยตัวเอง โดยไม่มีองครักษ์ติดตามแม้แต่คนเดียวสิ่งเดียวที่ดูโดดเด่นคือ ด้านนอกของรถม้าที่มีกรงแขวนอยู่ ข้างในกรงนั้นมีนกพิราบตัวสีขาวราวกับหิมะอยู่หนึ่งตัวเมื่อมาถึงหน้าบ้านสกุลโม่ ก็ประจวบกับโม่จิ่วเยี่ยที่ก าลังจะออกจากบ้าน ทั้งสองจึงเดินมาเจอะเจอกันพอดีหนานรุ่ยเห็นโม่จิ่วเยี่ยก็รีบกระโดดลงจากรถม้า แล้วดึงเขาไว้พลางพูดด้วยความร้อนรนว่า “ตอนนี้เจ้าสามารถติดต่อปรมาจารย์ท่านนั้นได้หรือยัง?”โม่จิ่วเยี่ยมองออกว่าหนานรุ่ยก าลังร้อนใจมาก จึงถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมีมากมาย แต่ตอนนี้หนานรุ่ยไม่มีเวลาอธิบายมาก ได้แต่วิงวอนให้โม่จิ่วเยี่ยช่วยตามหาปรมาจารย์ที่สามารถถอนพิษกู่ให้“โม่จิ่วเยี่ย ตอนนี้ชีวิตของเสด็จแม่ข้าตกอยู่ในอันตรายแล้ว หากไม่สามารถถอนพิษกู่ได้โดยเร็ว ข้าเกรงว่านางคงจะไม่รอด” หนานรุ่ยกล่าว
“ขออภัยด้วย” โม่จิ่วเยี่ยได้ยินดังนั้นก็รีบก้าวยาว ๆ ไปที่รถม้าแล้วเปิดม่านออกเขาเห็นหญิงชราผอมโซคนหนึ่งก าลังหลับตาหมดสติโม่จิ่วเยี่ยถามอย่างสงสัย “นี่คือเต๋อเฟยเหนียงเหนียงหรือ?”ครั้งหนึ่งเขาเคยเห็นเต๋อเฟยเหนียงเหนียงหลายครั้งตอนที่เป็นสหายศึกษาของหนานฉีในวังหลวง แม้นางจะไม่งดงามเท่าสนมคนอื่น แต่ก็น่ามองกว่าคนทั่วไปมากอีกอย่าง อายุของเต๋อเฟยเหนียงเหนียงก็น่าจะไม่มากกว่ามารดาของเขานัก แต่ตอนนี้นางก