ทหารมองพวกเขาสองคนอย่างไม่พอใจ ก่อนจะปล่อยให้พวกเขาไปโม่จิ่วเยี่ยจูงมือเฮ่อจือหร่านมุ่งหน้าไปยังเมืองถัดไประหว่างทางที่ผ่านค่ายทหารของอีกฝ่าย ที่นั่นก็เหมือนจะอยู่ในสภาวะเตรียมพร้อมพวกเขาไม่กังวลเรื่องนี้ เพราะตอนนี้พวกเขาแต่งตัวเหมือนชาวหนานเจียงแล้ว อย่างมากก็แค่ถูกซักถามเหมือนเมื่อครู่เท่านั้นตามที่คาดการณ์ เมื่อเดินมาถึงด่านตรวจก็มีคนมาขวางทางไว้
“พวกเจ้ามาท าอะไรที่นี่?”โม่จิ่วเยี่ยรีบก้าวออกมาข้างหน้าและอธิบายว่า “พวกเรามาเยี่ยมสหายเก่าที่ชายแดน ตอนนี้ก าลังจะกลับเมืองเหลียนเฉิง”เมืองเหลียนเฉิงเป็นเมืองที่อยู่ใกล้ชายแดนหนานเจียงมากที่สุดแค่ผ่านจากที่นี่ไปและเดินเท้าต่ออีกสองชั่วยามก็ถึงแล้วอีกทั้งโม่จิ่วเยี่ยยังรู้ว่าการจัดการของหนานเจียงไม่ละเอียดเท่าราชวงศ์ต้าซุ่น หากไม่ใช่ช่วงสงคราม ตอนกลางคืนประตูเมืองก็จะไม่ปิดดังนั้นตอนนี้การที่พวกเขาบอกว่าจะไปเมืองเหลียนเฉิงจึงไม่มีพิรุธอะไรทหารตรวจสอบพวกเขาครู่หนึ่ง แล้วก็ปล่อยให้พวกเขาจากไปโม่จิ่วเยี่ยพาเฮ่อจือหร่านใช้วิชาตัวเบาเป็นระยะ ๆ เพื่อเร่งการเดินทาง ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็เข้าสู่เมืองเหลียนเฉิงเมืองเหลียนเฉิงไม่ใช่จุดหมายปลายทางของพวกเขา ตามที่พี่สามสืบมา คฤหาสน์ซือเหมิงอยู่แถบชานเมืองหลวงของหนานเจียง ที่นั่นห่างจากเมืองเหลียนเฉิงไปอีกกว่าสองร้อยลี้เพื่อให้ถึงจุดหมายเร็วขึ้น ทั้งสองจึงน ารถยนต์ออกมาวิ่งบนถนนหลวงนอกเมืองเหลียนเฉ