โม่จิ่วเยี่ยในตอนนี้สนใจแต่ข้าวปั้นน้อยในอ้อมกอดของเฮ่อจือหร่าน เมื่อสังเกตเห็นว่าน้องสาวก าลังจะล้มและอยากรีบไปช่วยก็สายเกินไปแล้วในช่วงเวลาคับขันนั้นเอง เมิ่งไห่หนิงกระโดดลงจากหลังม้า รับโม่หานเยี่ยที่ก าลังจะล้มไว้ได้อย่างมั่นคง“แม่นาง ระวังด้วย”
โม่หานเยี่ยเรียนรู้มารยาทและกฎเกณฑ์ของตระกูลมาตั้งแต่เด็กเมื่อรู้สึกว่าร่างกายตัวเองสัมผัสกับบุรุษแปลกหน้าจึงรีบถอยหลังไปหลายก้าวหลังจากยืนได้มั่นคงแล้ว นางจึงมองไปยังคนที่ยื่นมือมาช่วยเห็นเมิ่งไห่หนิงที่อายุราวยี่สิบปี หน้าตาสุภาพเรียบร้อย แม้ชุดขุนนางของนายอ าเภอจะท าให้เขาดูมีอายุเกินกว่าวัยแต่ไม่อาจบดบังความหล่อเหลาทันใดนั้นโม่จิ่วเยี่ยก็วิ่งมาถึง เขาสอบถามด้วยความเป็นห่วง“หานเยี่ย เจ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่?”โม่หานเยี่ยส่ายหน้า “พี่เก้า ข้าไม่เป็นไร โชคดีที่ท่านผู้นี้ช่วยไว้ทัน”โม่จิ่วเยี่ยเห็นเหตุการณ์ที่เมิ่งไห่หนิงช่วยคนแล้วเช่นกัน และเพราะเมื่อครู่เขาเป็นห่วงน้องสาวมากเกินไปจึงไม่ได้ขอบคุณอีกฝ่ายก่อนหลังเห็นว่าโม่หานเยี่ยไม่เป็นอะไร เขาจึงค านับให้เมิ่งไห่หนิง“ขอบคุณน้องชายเมิ่งที่ช่วยเหลือ”โม่หานเยี่ยเห็นว่าคนผู้นี้รู้จักกับพี่เก้า ทั้งยังสนิทสนมถึงขั้นเรียกพี่น้อง ความตื่นเต้นในใจจึงลดลงไปครึ่งหนึ่งนางกล่าวกับเมิ่งไห่หนิงอย่างสุภาพ “ขอบคุณท่านที่ช่วยชีวิต”
เมิ่งไห่หนิงเห็นโม่หานเยี่ยล้มเมื่อครู่ก็คิดว่าเป็นเพียงชาวบ้านในหมู่บ้านซี