“ท่านแม่ พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน พูดแบบนี้ก็เหมือนเป็นคนนอกนะเจ้าคะ” เฮ่อจือหร่านจับมือฮูหยินผู้เฒ่าไว้พลางปลอบประโลมโม่จิ่วเยี่ยเลือกจะบอกเรื่องทั้งหมดกับฮูหยินผู้เฒ่า เพราะเขารู้ดีถึงนิสัยของมารดาตัวเองฮูหยินผู้เฒ่าเป็นคนที่เคยผ่านเรื่องราวมามากมาย จิตใจนางจึงไม่เหมือนสตรีทั่วไปที่เรียบร้อยหากพูดคลุมเครือเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับโม่ชูหานคงไม่สามารถรับมือได้ดังนั้น โม่จิ่วเยี่ยจึงเลือกที่จะเล่าทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมาแบบนี้ถึงแม้มารดาจะเศร้าเสียใจ แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้นางคิดวนเวียนไปทั้งวันนอกจากนี้ โม่จิ่วเยี่ยยังได้เล่าตามค าอธิบายที่เขาและเฮ่อจือหร่านคิดเอาไว้ ก าชับให้มารดาพูดแบบนี้กับคนภายนอกไม่ต้องอธิบายอะไรมาก ฮูหยินผู้เฒ่าก็เข้าใจเจตนาของเขาในขณะโม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านก าลังปลอบโยนฮูหยินผู้เฒ่าอยู่นั้น พี่สะใภ้แปดก็ก าลังพยุงโม่ชูหานให้นอนลงบนที่นอนเดิมของนางในกระโจม
นางยังคงมีน ้าตาคลอเบ้า“ท่าน ท่านรู้หรือเปล่าว่าตอนที่ข้าเพิ่งรู้ข่าวท่านเสียชีวิตในสนามรบ ถ้าไม่นึกถึงว่ายังต้องดูแลท่านแม่แทนท่าน ข้าคงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว…”พูดจบ สะใภ้แปดก็โผเข้าไปร้องไห้ในอ้อมอกของโม่ชูหานอีกครั้ง“ท่านพี่ ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าคิดถึงท่านมากแค่ไหน…ฮึก…”โม่ชูหานยกมือขึ้นกอดภรรยาสาวในอ้อมแขนแน่น ลูบผมแห้งกรอบของนางเบา ๆ พลางพูดว่า “เป็นความผิดของข้าที่ท าให้เจ้าต้องล าบาก ต่อไ