“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ สิ่งสาคัญที่สุดคือเราต้องเตรียมตัวรับมือ หากทุกคนในจวนถูกโทษประหาร คงได้แต่ยอมรับชะตำกรรม แต่หากถูกเนรเทศ เราต้องนาเงินติดตัวไปไว้บ้ำงเพื่อไม่ให้อดตำยระหว่างทำง”“ท่านแม่ ข้ามีเงินส่วนตัวอยู่สามร้อยตำลึง หากพวกเราใช้จ่ำยอย่ำงประหยัดระหว่างเดินทำง อาจจะเพียงพอ” พี่สะใภ้หกบอกหลังพูดถึงเรื่องเงินส่วนตัว พี่สะใภ้แปดกลับร้อนรนขึ้นมาเล็กน้อย“ท่านแม่ ท่านก็รู้ว่าข้าเป็นคนเช่นไร ข้าชื่นชอบของอร่อย ดังนั้นจึงใช้เงินที่ได้รับทุกเดือนไปซื้อของว่างจนเกือบหมดแล้ว แต่ข้ายังมีเครื่องประดับสองสามชิ้น คิดว่าสามารถนาไปแลกเป็นเงินได้”“ข้ามีสิ่งของมีค่ำอยู่บ้ำง จะนาพวกมันไปแลกเป็นตั๋วเงินทั้งหมดแล้วนาติดตัวไป”ลูกสะใภ้แต่ละคนบอกกล่าว คนหนึ่งเอ่ยจบอีกคนก็พูดตำม ต่ำงช่วยกันแจกแจงทรัพย์สินของตนอย่ำงแข็งขันโม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านสบตำกัน
ทั้งคู่ต่ำงรู้ดีว่าถึงแม้บรรดำพี่สะใภ้จะมีทรัพย์สินส่วนตัว แต่สิ่งของเหล่านี้ก็ไม่ต่ำงกับตั๋วเงิน องค์จักรพรรดิคงไม่ยอมให้พวกเขำนาออกไปได้อย่ำงเปิดเผยหากเป็นเช่นนั้น การที่พวกนางขนข้าวของในบ้ำนไปเท่ำกับไร้ประโยชน์แล้ว“พี่สะใภ้ทั้งหลาย ข้ารู้ว่าพวกท่านมีเจตนาดี แต่ในเวลานี้คงสายเกินไปที่จะเปลี่ยนสิ่งของเหล่านั้นเป็นตั๋วเงิน”คำพูดของโม่จิ่วเยี่ยราวกับสายน้ำเย็นราดรดใส่ร่ำงของพี่สะใภ้ทั้งแปดทุกคนเริ่มหมดหนทำง“น้องเก้ำ เช่นนั้นจะท